2008-Jul-24 - สัจธรรมน้ำมันแพงเริ่มบทโหดของจริง(ตอนแรก)
| โดย ดิลิป ฮิโร |
23 กรกฎาคม 2551 08:43 น. |
(จากเอเชียไทมส์ออนไลน์ www.atimes.com)
Energy reality starts to bite
By Dilip Hiro
16/07/2008
น้ำมัน
แพงช็อกโลกครั้งที่ 4 ในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่แล้วจวบถึงช่วงปัจจุบัน
มิได้ละม้ายใกล้เคียงกับเมื่อ 3 ครั้งที่แล้ว
และจะไม่ยอมเลิกราจากไปในเร็ววันอย่างแน่นอน ในระยะกลางนี้
โลกจำจะต้องพึ่งพิงอยู่กับพลังงาน 2
รูปแบบหลักซึ่งล้วนเป็นพลังงานเจ้าปัญหากันทั้งคู่
นั่นคือพลังงานจากถ่านหินที่ ชะล้างแล้ว กับพลังงานจากนิวเคลียร์
จีนกับอินเดียไม่ยอมรับหน้าที่ผู้นำในเรื่องนี้แน่
ภารกิจจึงจะตกอยู่กับบรรดาผู้มีอันจะรับประทานในซีกโลกตะวันตก
(หมายเหตุ: ข้อเขียนชิ้นนี้ออกมาก่อนวันอังคารที่ 15
ซึ่งเป็นวันที่ราคาน้ำมันถอยฮวบลง -
คิดเป็นมูลค่าลดลงต่อวันที่มากที่สุดในรอบ 17 ปี กล่าวคือ
น้ำมันดิบไลต์สวีตครูดดิ่งไปทั้งสิ้น 6.44 ดอลลาร์ หรือราว 4.4%
ปิดตลาดไนเม็กซ์ ณ ระดับ 138.74 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
จากนั้นราคาก็ยังถอยลงอีก จนอยู่ที่ระดับ 127.95
ดอลลาร์ต่อบาร์เรลตอนปิดวันอังคารที่ 22)
*รายงานชิ้นนี้แบ่งเป็น 2 ตอน นี่คือตอนแรก *
การพุ่งขึ้นอย่างบดขยี้ของราคาน้ำมันจะยุติลงเมื่อไร
ในเมื่อบัดนี้ราคาหน้าปั๊มไต่ขึ้นแตะระดับเฉลี่ยที่ 4.10
ดอลลาร์ต่อแกลลอนแล้ว
คำถามนี้เกาะกุมความคิดของผู้ขับขี่ยวดยานชาวอเมริกันในเวลาซึ่งพวกเขาวาง
แผนท่องเที่ยวพักผ่อน หรือกระทั่งแค่คิดทบทวนเส้นทางสัญจรในแต่ละวัน
คำตอบที่คิดได้ก็แค่ ไม่ใช่ในเร็วๆ นี้หรอก
ขณะที่ยังไม่มีสัญญาณใดที่จะชี้บ่งการหักเหของราคาน้ำมันที่พรวดสูง
ขึ้นเรื่อยๆ จนขึ้นไปแล้วมากกว่าเท่าตัวภายในเวลาหนึ่งปี
ไปทำสถิติสูงสุดเหนือระดับ 147 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเมื่อไม่นานที่ผ่านมา
ปัญหาน้ำมันแพงช็อกโลกที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ซึ่งเป็นครั้งที่ 4 ในรอบ 3
ทศวรรษครึ่งแต่เป็นครั้งที่ร้ายแรงที่สุดที่เคยเป็นมา
ได้แสดงให้เป็นชัดในทุกแง่มุมว่ามันจะดำเนินต่อเนื่องไปเรื่อยๆ
อย่างยืดเยื้อ
วิกฤตน้ำมันแพงสนั่นโลกทั้ง 3 ครั้งก่อนหน้านี้ ได้แก่ ในปี
1973-74 ปี 1980 และปี 1990-91 ล้วนมีต้นตอจากเหตุการณ์ต่างๆ
ที่ไปขัดขวางการผลิตน้ำมันภายในภูมิภาคตะวันออกกลาง
วิกฤตที่ส่งผลให้อุปทานน้ำมันป้อนโลกถูกกระทบรุนแรงดังกล่าวไล่เรียงได้
ตั้งแต่กรณีสงครามอาหรับ-อิสราเอล, การปฏิวัติในอิหร่าน
และการรุกรานของอิรักต่อคูเวต
วิกฤตราคาน้ำมันจากเหตุการณ์เหล่านั้นจบลงได้เมื่อมีการฟื้นฟูสันติภาพ
เมื่อสถานการณ์หลังการปฏิวัติกลับเข้าที่เข้าทาง
และเมื่อฝ่ายรุกรานถูกขับออกไปสำเร็จ
ทำให้อุปทานน้ำมันที่ผลิตออกจากตะวันออกกลางกลับคืนสู่ภาวะปกติ
อย่างไรก็ตาม วิกฤตน้ำมันแพงครั้งที่ 4 นี้
เกิดจากปัญหาที่แตกต่างไปจากเดิมทั้งหมด
**ไม่มีครั้งใดเหมือนเช่นครั้งนี้**
การพุ่งพรวดของราคาน้ำมันในรอบนี้มิได้เหมือนกับครั้งใดๆ
ในอดีตที่ผ่านมา มันมีสาเหตุหลักๆ
มาจากอุปสงค์ของโลกต่อน้ำมันทวีตัวขึ้นและดูดซับเอาอุปทานที่มีอยู่ให้หดหาย
ไปเกือบหมด ยิ่งกว่านั้น ยังไม่มีวี่แววให้เห็นในระยะสั้นๆ
นี้ว่าจะมีอุปทานเพิ่มขึ้นมาตอบรับได้กับอุปสงค์อันมหาศาล ในการนี้
สำหรับสินค้าโภคภัณฑ์อย่างปิโตรเลียม
ซึ่งเป็นปัจจัยรองรับชีวิตยุคใหม่ไปเสียทุกแง่มุม จากเชื้อเพลิงถึงปุ๋ย
จากสีถึงพลาสติก จากยางสนถึงยางแผ่น-
จุดสมดุลที่รับประกันความปลอดภัยในด้านอุปทานถูกตั้งไว้ที่ระดับการสำรอง
น้ำมัน 5% ของปริมาณน้ำมันที่ซื้อขายหมุนเวียนในแต่ละปี
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันนี้
อุตสาหกรรมน้ำมันมีศักยภาพในการสำรองน้ำมันอยู่ที่ระดับน้อยกว่า 2%
ตกต่ำลงมากจากที่เคยสามารถเก็บสำรองน้ำมันได้เกินกว่า 6% เมื่อปี 2002
ผลที่ตามมาก็คือ
ราคาน้ำมันจะกระชากตัวโต้ตอบทันทีกับทุกข่าวร้ายของทุกแหล่งข่าว
ไม่ว่าจะเป็นข่าวโจมตีอิหร่านที่ออกมาจากรัฐมนตรีอิสราเอล
ข่าวไฟไหม้แท่นขุดเจาะน้ำมันนอกชายฝั่งนอร์เวย์
หรือข่าวฝ่ายกบฏในไนจีเรียโจมตีโรงงานน้ำมัน
นอกจากนั้น เบื้องหลังของการทะยานตัวด้านราคาน้ำมันในปัจจุบัน
ยังมีปัจจัยอื่นๆ แผลงฤทธิ์อยู่ด้วย เช่น
วิกฤตในตลาดสินเชื่อที่อยู่อาศัยกลุ่มซับไพร์มซึ่งลุกโหมขึ้นเล่นงานตลาด
การเงินเมื่อเกือบหนึ่งปีที่แล้ว
สามารถฉุดให้มูลค่าของหุ้นแบงก์และหุ้นบริษัทต่างๆ
ที่เกี่ยวโยงอยู่กับแบงก์ ต้องร่วงดิ่งอย่างครึกโครม ในเวลาเดียวกัน
หลักทรัพย์อื่นๆ
ที่ทรุดต่ำลงด้วยกันก็ผลักดันให้พวกผู้จัดการกองทุนเพื่อการลงทุนและพวกนัก
เก็งกำไรทั้งหลายเบนทิศทางของเม็ดเงินไปยังตลาดอื่นที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตลาดโภคภัณฑ์ทั้งหลาย เช่น ตลาดทอง และตลาดน้ำมัน
ดังนั้น ราคาของสินค้าโภคภัณฑ์เหล่านี้จึงทะยานสูงขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนั้น
ค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนตัวลงอย่างต่อเนื่อง
เป็นปัจจัยที่ยิ่งหนุนให้การลงทุนเทกันไปในตลาดโภคภัณฑ์
เพื่อค้ำประกันความเสียหายจากเงินดอลลาร์อ่อนค่า
วิกฤตน้ำมันแพงเขย่าโลกในครั้งก่อนๆ
เคยพาให้เหล่าชาตินอกกลุ่มโอเปกเร่งสำรวจน้ำมันและขยายการขุดเจาะน้ำมันมา
เพิ่มอุปทาน อย่างไรก็ตาม แหล่งน้ำมันสำรองของชาติเหล่านี้ก็มีไม่มาก
รวมกันได้แค่หนึ่งในสามของโอเปกซึ่งมีสัดส่วนอยู่ 75%
ของแหล่งน้ำมันสำรองโลก ในท้ายศตวรรษนี้
ประเทศนอกกลุ่มโอเปกจะดึงปริมาณน้ำมันสำรองออกมาใช้อย่างมหาศาลกระทั่งว่า
ยอดผลผลิตรวมของประเทศเหล่านี้จะถดถอยฮวบลงเกินกว่าจะเปลี่ยนแปลงสถานการณ์
ได้
เพียงแค่กวาดตามองตารางการผลิตน้ำมันในรายงานประจำปีว่าด้วยสถิติ
พลังงานโลกที่ตีพิมพ์โดยกลุ่มบีพี ผู้ผลิตปิโตรเลียมรายยักษ์ของโลก (BP
Statistical Review of World Energy)
ก็เห็นได้ว่าประเทศนอกกลุ่มโอเปกต่างมียอดการผลิตน้ำมันลดลง
ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ บรูไน เดนมาร์ก เม็กซิโก นอร์เวย์ โอมาน ตรินิแดด
หรือเยเมน นอกจากนั้น ในกรณีของสหรัฐฯ
ผลผลิตน้ำมันในช่วงหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมาได้ลดต่ำลงจากระดับ 8.27
ล้านบาร์เรลต่อวัน เหลือ 6.88 ล้านบาร์เรลต่อวัน
เมื่อพิจารณาการใช้ประโยชน์จากทรายน้ำมันของแคนาดาซึ่งเป็นที่โอ่อวด
กันมาก และคาดหวังกันนักว่าจะมาเติมเต็มให้แก่ปัญหาการขาดแคลนน้ำมันของโลก
พบว่าสามารถช่วยเพิ่มผลผลิตน้ำมันของแคนาดาได้ไม่มาก คือ จากระดับ 3.04
ล้านบาร์เรลต่อวัน เป็น 3.31 ล้านบาร์เรลต่อวัน
หรือเท่ากับว่าเพิ่มขึ้นมาแค่ 10% ในช่วง 2 ปีที่แล้วมา
ในทศวรรษ 1990 ปัญหาอุปทานน้ำมันล้นเกินและน้ำมันมีราคาถูก
ทำให้มีการสำรวจแหล่งน้ำมันใหม่ๆ ลดน้อยลงโดยรวม นอกจากนั้น
การลงทุนเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของโรงกลั่นน้ำมันก็ถูกมองว่าไม่คุ้มเงิน
เมื่อล่วงมาถึงปัจจุบัน
ปัจจัยทั้งสองนี้จึงกลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางการเร่งขยายปริมาณอุปทาน
ของผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมประเภทต่างๆ สำหรับในอนาคตอันใกล้นี้
ยิ่งกว่านั้น แหล่งไฮโดรคาร์บอนใหม่ๆ ถูกพบมากขึ้นเรื่อยๆ
ในย่านที่เป็นเขตน้ำลึกซึ่งต้องใช้ความพากเพียรอย่างยิ่งในการเข้าไปใช้
ประโยชน์
ปัญหาการขาดแคลนเครื่องมือเครื่องจักรอุปกรณ์เฉพาะทางเพื่อการสกัดน้ำมันจาก
แหล่งสำรองพลังงานใหม่ๆ
ดังกล่าวกลายเป็นปัญหาคอขวดสำหรับการผลิตน้ำมันจากพื้นที่นอกชายฝั่งในอนาคต
เช่น ฝูงเรือขุดเจาะน้ำมันที่มีอุปกรณ์เฉพาะทางถูกจองใช้งานเต็มไปจนถึงปี
2013 ขณะที่ราคาค่าต่อเรือแบบนี้พุ่งทะยานขึ้นไปแล้วถึง 5 เท่าตัวแตะระดับ
500 ล้านดอลลาร์เมื่อปีที่แล้ว ส่วนต้นทุนของวัสดุสำคัญ เช่น
เหล็กกล้าทำแท่นและท่อ ก็ถีบตัวสูงอย่างมากด้วย ใช่แต่เท่านั้น
อัตราค่าจ้างเงินเดือนสำหรับแรงงานมีฝีมือในอุตสาหกรรมนี้ก็ไต่ระดับขึ้นสูง
ลิ่วด้วย ดังนั้น จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า
จากที่เคยใช้เงินจ้างแท่นขุดเจาะน้ำลึกที่ราคา 150,000 ดอลลาร์เมื่อปี
2002 มาบัดนี้ สนนราคาได้ทะยานขึ้นไป 4 เท่าตัวแล้ว
**อุปทานนิ่งสนิท อุปสงค์พุ่งลิ่ว**
ขณะที่อุปทานน้ำมันนิ่งทรงตัวสนิท
อุปสงค์ต่อน้ำมันทั่วโลกมิได้แสดงสัญญาณใดๆ ว่าจะแผ่วบางลงเลย
วิธีเดียวที่จะลดความร้อนแรงของตลาดพลังงานในขณะนี้จะต้องไปลดการบริโภค
ที่ผ่านมาการที่ราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลพุ่งแพงขึ้นนั้น
การบริโภคน้ำมันในอเมริกาเหนือและในยุโรปตะวันตกเริ่มลดลงแล้ว เช่น
การบริโภคเบนซินในสหรัฐฯตกลงมา 3% ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2008
เมื่อเทียบกับในหนึ่งปีก่อนหน้า
เมื่อมาถึงประเด็นการสงวนรักษาพลังงาน
โอกาสที่จะสร้างการอดออมภายในสังคมอันมั่งคั่งของโลกตะวันตกมักมีพื้นที่
กว้างขวางกว่าภูมิภาคอื่นใดในโลก
ทั้งนี้เพราะคนอเมริกันโดยเฉลี่ยหนึ่งคนใช้น้ำมันมากกว่าคนอังกฤษหนึ่ง
เท่าตัว ขณะที่คนอังกฤษก็ใช้มากกว่าคนรัสเซีย 2 เท่าตัว
และคนรัสเซียใช้มากกว่าคนอินเดียถึง 8 เท่าตัว ดังนั้น
มันจึงเป็นเรื่องที่แสดงความใจร้ายมากๆ ที่นายแซม โบดแมน
รัฐมนตรีพลังงานของสหรัฐฯ
ไปเพ่งเล็งเอากับแนวทางที่รัฐบาลจีนและรัฐบาลอินเดียจ่ายเงินอุดหนุนแก่
ผลิตภัณฑ์น้ำมันเพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชน ทังนี้
นายโบดแมนไปเร่งเร้าให้รัฐมนตรีพลังงานของชาติทั้งสองตัดเงินอุดหนุนเพื่อ
ลดอุปสงค์
จริงอยู่ที่ว่าจีนและอินเดียซึ่งมีประชากรรวมกันราวสองในห้าของ
ประชากรโลก เป็นผู้ที่มีส่วนสำคัญมากในการขยายตัวของอุปสงค์ต่อพลังงานโลก
แต่ต้องไม่ลืมข้อเท็จจริงที่ไม่อาจโต้แย้งได้
ว่าการเพิ่มการบริโภคพลังงานต่อหัวในประเทศทั้งสองนี้จากระดับที่ต่ำอย่าง
สุดๆ ในปัจจุบันขึ้นมาบ้างนั้น
รัฐบาลของจีนและอินเดียท่านหวังว่าจะช่วยยกระดับผู้คนหลายร้อยล้านชีวิตออก
มาจากความยากจนอันแสนจะข้นแค้นได้
ยกตัวอย่างเช่น ในประเทศอย่างอินเดีย
ครัวเรือนครึ่งประเทศยังไม่มีไฟฟ้าใช้
ดังนั้นตะเกียงเจ้าพายุที่ใช้น้ำมันก๊าดเป็นเชื้อเพลิงจึงเป็นของจำเป็น
พื้นฐาน การจ่ายเงินอุดหนุนเพื่อพยุงราคาน้ำมันก๊าด
(ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงสำคัญในการหุงต้มด้วย)
จึงเป็นการช่วยคนยากจนหลายร้อยล้านชีวิต
การไปตัดหรือเลิกเงินอุดหนุนน้ำมันก๊าดย่อมเป็นการซ้ำเติมปัญหาความยากจน
ในความเป็นจริงแล้ว เมื่อพูดถึงการสงวนรักษาพลังงาน จุดสนใจหลัก ณ
ขณะนี้ควรมุ่งไปที่เหล่า 30 ชาติกลุ่มโออีซีดี
หรือองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ
อันเป็นกลุ่มประเทศร่ำรวยที่สุดของโลกซึ่งบริโภคน้ำมันรวมๆ
กันมหาศาลในระดับที่เกือบจะเท่ากับ 3 ใน 5 ในการนี้
ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่แสดงตัวอย่างอันน่าเจริญรอยตามยิ่ง
**บทบาทของญี่ปุ่นที่น่าเอาเป็นเยี่ยงอย่าง**
เมื่อคำนึงถึงการสงวนรักษาพลังงาน
ญี่ปุ่นได้สร้างตัวแบบที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากสหรัฐฯ
ลองดูกันว่ามีการดำเนินการอะไรบ้างในสองประเทศนี้
นับจากที่เกิดวิกฤตน้ำมันแพงสนั่นโลกครั้งแรกเมื่อกลางทศวรรษ 1970
ตอนที่ระดับราคาน้ำมันพุ่งขึ้นไป 4 เท่าตัว
ในช่วงแรก
การทะยานแรงของราคาน้ำมันนำไปสู่การผลักดันให้เพิ่มประสิทธิภาพของ
เชื้อเพลิงขึ้นในสหรัฐ, ยุโรปตะวันตก และญี่ปุ่น นอกจากนั้น
ยังส่งเสริมแนวคืดที่จะพัฒนาแหล่งพลังงานหมุนเวียนต่างๆ
ที่จะมาเป็นพลังงานทดแทนพวกปิโตรเลียม นับจากนั้นมา
ญี่ปุ่นเป็นชาติที่ดำเนินการในเรื่องนี้อย่างไม่ละเลิกโดยเดินนโยบายลดการ
ใช้ปิโตรเลียมให้สำเร็จในระยะยาว ในขณะที่สหรัฐฯ แสดงท่าทีลังเล
แล้วก็เลิกสนใจเรื่องนี้ไปเลย
ในยุคของประธานาธิบดีเจอรัลด์ ฟอร์ด และประธานาธิบดีจิมมี่
คาร์เตอร์
สหรัฐฯปรับปรุงประสิทธิภาพเชื้อเพลิงในยานยนต์ได้ปานกลางผ่านการออกข้อ
บังคับเป็นกฎหมายระดับประเทศ นอกจากนั้น ประธานาธิบดีคาร์เตอร์ประกาศใช้งบ
100
ล้านดอลลาร์ทำโครงการวิจัยและพัฒนาในระดับประเทศเพื่อพัฒนาพลังงานแสง
อาทิตย์
แถมยังมีการติดตั้งเครื่องทำความร้อนด้วยน้ำพลังแสงอาทิตย์บนหลังคาของ
ทำเนียบขาวเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการเอาจริงกับเรื่องพลังงานทดแทนด้วย
ในเวลาต่อมาซึ่งเป็นยุคของประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน
ราคาน้ำมันทรุดต่ำลงอย่างมากมาย
นโยบายทั้งหลายเกี่ยวกับประสิทธิภาพพลังงานและการสงวนรักษาพลังงาน
ตลอดจนการพัฒนาแหล่งพลังงานหมุนเวียนต่างๆ ก็พลอยตกต่ำไปด้วยกัน หนำซ้ำ
เรแกนสั่งให้ถอดแผงพลังงานแสงอาทิตย์ออกจากทำเนียบขาวด้วย
ภาคเอกชนก็เช่นกัน
มีการหั่นการลงทุนในเรื่องประสิทธิภาพพลังงานลงครึ่งหนึ่งโดยทันที
หลังจากนั้น ประธานาธิบดีจอร์จ บุช (ผู้พ่อ) ซึ่งเป็นคนในวงการน้ำมัน
เดินตามแนวทางของเรแกน พอมาถึงประธานาธิบดีบุช (ผู้ลูก)
ซึ่งมีรองประธานาธิบดีชื่อดิก เชนีย์ อดีตซีอีโอของบริษัทฮัลลิเบอร์ตัน
ผู้ให้บริการด้านการพลังงาน ก็มิได้ฝึกปรือให้คนอเมริกาละเลิกจากการ
เสพติดน้ำมัน
แม้กระทั่งปัจจุบันนี้
แทนที่จะกระตุ้นให้คนอเมริกันหันมาลดการใช้น้ำมัน
(โดยเพิ่มความหนักแน่นแก่การกระตุ้น ด้วยเครื่องมือด้านกฎหมายเล็กน้อย)
กลับกลายเป็นว่านักการเมืองทั้งสองพรรคพากันไปโทษว่าราคาน้ำมันเบนซินและ
ดีเซลแพงกระฉูดขึ้นด้วยฝีมือของพวก นักเก็งกำไร
โดยทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ว่า เส้นแบ่งระหว่าง นักเก็งกำไร กับ นักลงทุน
นั้นบางเฉียบเพียงใด
* (อ่านต่อ ตอน 2 ดูว่าฝั่งญี่ปุ่นเอาจริงกับการแก้ปัญหาวิกฤตน้ำมันแพงได้แตกต่างเหนือชั้นกว่าสหรัฐฯ อย่างไรบ้าง) *
ดิลิป ฮิโร
เขียนหนังสือเกี่ยวกับตะวันออกกลางมามากมาย
ผลงานหนังสือที่ใหม่ที่สุดของเขาคือ Blood of the Earth: The Battle for
the World's Vanishing Oil Resources (สำนักพิมพ์ Nation Books)
นั่นเป็นหนังสือเชิงประวัติศาสตร์อันบรรเจิด
ว่าด้วยแนวทางที่น้ำมันได้ปฏิวัติโลกในศตวรรษที่แล้ว
ทั้งในแง่ของชีวิตผู้คน สงคราม และการเมืองโลก นอกจากนั้น
หนังสือเล่มนี้ยังเล่าถึงทางเลือกที่จะมาทดแทนน้ำมัน
ซึ่งรวมถึงแหล่งพลังงานหมุนเวียนทั้งหลาย
(อ่านต่อตอน 2 ซึ่งเป็นตอนจบ)
สัจธรรมน้ำมันแพงเริ่มบทโหดของจริง (ตอนจบ) http://manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9510000086445
|
|
|
|
About Me
ที่นี่...ไม่มีพรมแดน...
ที่นี่...เปิดตลอดเวลา...
อยากให้มวลผีเสื้อ..โบยบินอีกครา.....
ร่วมเดินตามฝัน..ไปบนทางสายเดียวกัน...
Friends
Lovelygirl Luck Sakda Deedy karint issarachon
|