Google

บ้านบัณฑิตอาสามัคร รุ่น31

2008-Jul-24 - สัจธรรมน้ำมันแพงเริ่มบทโหดของจริง(ตอนแรก)

Posted in BorOr31
โดย ดิลิป ฮิโร 23 กรกฎาคม 2551 08:43 น.
       (จากเอเชียไทมส์ออนไลน์ www.atimes.com)
       
       Energy reality starts to bite
       By Dilip Hiro
       16/07/2008
       
       น้ำมัน แพงช็อกโลกครั้งที่ 4 ในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่แล้วจวบถึงช่วงปัจจุบัน มิได้ละม้ายใกล้เคียงกับเมื่อ 3 ครั้งที่แล้ว และจะไม่ยอมเลิกราจากไปในเร็ววันอย่างแน่นอน ในระยะกลางนี้ โลกจำจะต้องพึ่งพิงอยู่กับพลังงาน 2 รูปแบบหลักซึ่งล้วนเป็นพลังงานเจ้าปัญหากันทั้งคู่ นั่นคือพลังงานจากถ่านหินที่ “ชะล้างแล้ว” กับพลังงานจากนิวเคลียร์ จีนกับอินเดียไม่ยอมรับหน้าที่ผู้นำในเรื่องนี้แน่ ภารกิจจึงจะตกอยู่กับบรรดาผู้มีอันจะรับประทานในซีกโลกตะวันตก
       
       (หมายเหตุ: ข้อเขียนชิ้นนี้ออกมาก่อนวันอังคารที่ 15 ซึ่งเป็นวันที่ราคาน้ำมันถอยฮวบลง - คิดเป็นมูลค่าลดลงต่อวันที่มากที่สุดในรอบ 17 ปี กล่าวคือ น้ำมันดิบไลต์สวีตครูดดิ่งไปทั้งสิ้น 6.44 ดอลลาร์ หรือราว 4.4% ปิดตลาดไนเม็กซ์ ณ ระดับ 138.74 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากนั้นราคาก็ยังถอยลงอีก จนอยู่ที่ระดับ 127.95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลตอนปิดวันอังคารที่ 22)
       
       *รายงานชิ้นนี้แบ่งเป็น 2 ตอน นี่คือตอนแรก *
       
       การพุ่งขึ้นอย่างบดขยี้ของราคาน้ำมันจะยุติลงเมื่อไร ในเมื่อบัดนี้ราคาหน้าปั๊มไต่ขึ้นแตะระดับเฉลี่ยที่ 4.10 ดอลลาร์ต่อแกลลอนแล้ว คำถามนี้เกาะกุมความคิดของผู้ขับขี่ยวดยานชาวอเมริกันในเวลาซึ่งพวกเขาวาง แผนท่องเที่ยวพักผ่อน หรือกระทั่งแค่คิดทบทวนเส้นทางสัญจรในแต่ละวัน คำตอบที่คิดได้ก็แค่ “ไม่ใช่ในเร็วๆ นี้หรอก”
       
       ขณะที่ยังไม่มีสัญญาณใดที่จะชี้บ่งการหักเหของราคาน้ำมันที่พรวดสูง ขึ้นเรื่อยๆ จนขึ้นไปแล้วมากกว่าเท่าตัวภายในเวลาหนึ่งปี ไปทำสถิติสูงสุดเหนือระดับ 147 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเมื่อไม่นานที่ผ่านมา ปัญหาน้ำมันแพงช็อกโลกที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ซึ่งเป็นครั้งที่ 4 ในรอบ 3 ทศวรรษครึ่งแต่เป็นครั้งที่ร้ายแรงที่สุดที่เคยเป็นมา ได้แสดงให้เป็นชัดในทุกแง่มุมว่ามันจะดำเนินต่อเนื่องไปเรื่อยๆ อย่างยืดเยื้อ
       
       วิกฤตน้ำมันแพงสนั่นโลกทั้ง 3 ครั้งก่อนหน้านี้ ได้แก่ ในปี 1973-74 ปี 1980 และปี 1990-91 ล้วนมีต้นตอจากเหตุการณ์ต่างๆ ที่ไปขัดขวางการผลิตน้ำมันภายในภูมิภาคตะวันออกกลาง วิกฤตที่ส่งผลให้อุปทานน้ำมันป้อนโลกถูกกระทบรุนแรงดังกล่าวไล่เรียงได้ ตั้งแต่กรณีสงครามอาหรับ-อิสราเอล, การปฏิวัติในอิหร่าน และการรุกรานของอิรักต่อคูเวต วิกฤตราคาน้ำมันจากเหตุการณ์เหล่านั้นจบลงได้เมื่อมีการฟื้นฟูสันติภาพ เมื่อสถานการณ์หลังการปฏิวัติกลับเข้าที่เข้าทาง และเมื่อฝ่ายรุกรานถูกขับออกไปสำเร็จ ทำให้อุปทานน้ำมันที่ผลิตออกจากตะวันออกกลางกลับคืนสู่ภาวะปกติ อย่างไรก็ตาม วิกฤตน้ำมันแพงครั้งที่ 4 นี้ เกิดจากปัญหาที่แตกต่างไปจากเดิมทั้งหมด
       
       **ไม่มีครั้งใดเหมือนเช่นครั้งนี้**
       
       การพุ่งพรวดของราคาน้ำมันในรอบนี้มิได้เหมือนกับครั้งใดๆ ในอดีตที่ผ่านมา มันมีสาเหตุหลักๆ มาจากอุปสงค์ของโลกต่อน้ำมันทวีตัวขึ้นและดูดซับเอาอุปทานที่มีอยู่ให้หดหาย ไปเกือบหมด ยิ่งกว่านั้น ยังไม่มีวี่แววให้เห็นในระยะสั้นๆ นี้ว่าจะมีอุปทานเพิ่มขึ้นมาตอบรับได้กับอุปสงค์อันมหาศาล ในการนี้ สำหรับสินค้าโภคภัณฑ์อย่างปิโตรเลียม ซึ่งเป็นปัจจัยรองรับชีวิตยุคใหม่ไปเสียทุกแง่มุม – จากเชื้อเพลิงถึงปุ๋ย จากสีถึงพลาสติก จากยางสนถึงยางแผ่น- จุดสมดุลที่รับประกันความปลอดภัยในด้านอุปทานถูกตั้งไว้ที่ระดับการสำรอง น้ำมัน 5% ของปริมาณน้ำมันที่ซื้อขายหมุนเวียนในแต่ละปี
       
       อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันนี้ อุตสาหกรรมน้ำมันมีศักยภาพในการสำรองน้ำมันอยู่ที่ระดับน้อยกว่า 2% ตกต่ำลงมากจากที่เคยสามารถเก็บสำรองน้ำมันได้เกินกว่า 6% เมื่อปี 2002 ผลที่ตามมาก็คือ ราคาน้ำมันจะกระชากตัวโต้ตอบทันทีกับทุกข่าวร้ายของทุกแหล่งข่าว ไม่ว่าจะเป็นข่าวโจมตีอิหร่านที่ออกมาจากรัฐมนตรีอิสราเอล ข่าวไฟไหม้แท่นขุดเจาะน้ำมันนอกชายฝั่งนอร์เวย์ หรือข่าวฝ่ายกบฏในไนจีเรียโจมตีโรงงานน้ำมัน
       
       นอกจากนั้น เบื้องหลังของการทะยานตัวด้านราคาน้ำมันในปัจจุบัน ยังมีปัจจัยอื่นๆ แผลงฤทธิ์อยู่ด้วย เช่น วิกฤตในตลาดสินเชื่อที่อยู่อาศัยกลุ่มซับไพร์มซึ่งลุกโหมขึ้นเล่นงานตลาด การเงินเมื่อเกือบหนึ่งปีที่แล้ว สามารถฉุดให้มูลค่าของหุ้นแบงก์และหุ้นบริษัทต่างๆ ที่เกี่ยวโยงอยู่กับแบงก์ ต้องร่วงดิ่งอย่างครึกโครม ในเวลาเดียวกัน หลักทรัพย์อื่นๆ ที่ทรุดต่ำลงด้วยกันก็ผลักดันให้พวกผู้จัดการกองทุนเพื่อการลงทุนและพวกนัก เก็งกำไรทั้งหลายเบนทิศทางของเม็ดเงินไปยังตลาดอื่นที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตลาดโภคภัณฑ์ทั้งหลาย เช่น ตลาดทอง และตลาดน้ำมัน ดังนั้น ราคาของสินค้าโภคภัณฑ์เหล่านี้จึงทะยานสูงขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนั้น ค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนตัวลงอย่างต่อเนื่อง เป็นปัจจัยที่ยิ่งหนุนให้การลงทุนเทกันไปในตลาดโภคภัณฑ์ เพื่อค้ำประกันความเสียหายจากเงินดอลลาร์อ่อนค่า
       
       วิกฤตน้ำมันแพงเขย่าโลกในครั้งก่อนๆ เคยพาให้เหล่าชาตินอกกลุ่มโอเปกเร่งสำรวจน้ำมันและขยายการขุดเจาะน้ำมันมา เพิ่มอุปทาน อย่างไรก็ตาม แหล่งน้ำมันสำรองของชาติเหล่านี้ก็มีไม่มาก รวมกันได้แค่หนึ่งในสามของโอเปกซึ่งมีสัดส่วนอยู่ 75% ของแหล่งน้ำมันสำรองโลก ในท้ายศตวรรษนี้ ประเทศนอกกลุ่มโอเปกจะดึงปริมาณน้ำมันสำรองออกมาใช้อย่างมหาศาลกระทั่งว่า ยอดผลผลิตรวมของประเทศเหล่านี้จะถดถอยฮวบลงเกินกว่าจะเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ ได้
       
       เพียงแค่กวาดตามองตารางการผลิตน้ำมันในรายงานประจำปีว่าด้วยสถิติ พลังงานโลกที่ตีพิมพ์โดยกลุ่มบีพี ผู้ผลิตปิโตรเลียมรายยักษ์ของโลก (BP Statistical Review of World Energy) ก็เห็นได้ว่าประเทศนอกกลุ่มโอเปกต่างมียอดการผลิตน้ำมันลดลง ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ บรูไน เดนมาร์ก เม็กซิโก นอร์เวย์ โอมาน ตรินิแดด หรือเยเมน นอกจากนั้น ในกรณีของสหรัฐฯ ผลผลิตน้ำมันในช่วงหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมาได้ลดต่ำลงจากระดับ 8.27 ล้านบาร์เรลต่อวัน เหลือ 6.88 ล้านบาร์เรลต่อวัน
       
       เมื่อพิจารณาการใช้ประโยชน์จากทรายน้ำมันของแคนาดาซึ่งเป็นที่โอ่อวด กันมาก และคาดหวังกันนักว่าจะมาเติมเต็มให้แก่ปัญหาการขาดแคลนน้ำมันของโลก พบว่าสามารถช่วยเพิ่มผลผลิตน้ำมันของแคนาดาได้ไม่มาก คือ จากระดับ 3.04 ล้านบาร์เรลต่อวัน เป็น 3.31 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือเท่ากับว่าเพิ่มขึ้นมาแค่ 10% ในช่วง 2 ปีที่แล้วมา
       
       ในทศวรรษ 1990 ปัญหาอุปทานน้ำมันล้นเกินและน้ำมันมีราคาถูก ทำให้มีการสำรวจแหล่งน้ำมันใหม่ๆ ลดน้อยลงโดยรวม นอกจากนั้น การลงทุนเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของโรงกลั่นน้ำมันก็ถูกมองว่าไม่คุ้มเงิน เมื่อล่วงมาถึงปัจจุบัน ปัจจัยทั้งสองนี้จึงกลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางการเร่งขยายปริมาณอุปทาน ของผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมประเภทต่างๆ สำหรับในอนาคตอันใกล้นี้
       
       ยิ่งกว่านั้น แหล่งไฮโดรคาร์บอนใหม่ๆ ถูกพบมากขึ้นเรื่อยๆ ในย่านที่เป็นเขตน้ำลึกซึ่งต้องใช้ความพากเพียรอย่างยิ่งในการเข้าไปใช้ ประโยชน์ ปัญหาการขาดแคลนเครื่องมือเครื่องจักรอุปกรณ์เฉพาะทางเพื่อการสกัดน้ำมันจาก แหล่งสำรองพลังงานใหม่ๆ ดังกล่าวกลายเป็นปัญหาคอขวดสำหรับการผลิตน้ำมันจากพื้นที่นอกชายฝั่งในอนาคต เช่น ฝูงเรือขุดเจาะน้ำมันที่มีอุปกรณ์เฉพาะทางถูกจองใช้งานเต็มไปจนถึงปี 2013 ขณะที่ราคาค่าต่อเรือแบบนี้พุ่งทะยานขึ้นไปแล้วถึง 5 เท่าตัวแตะระดับ 500 ล้านดอลลาร์เมื่อปีที่แล้ว ส่วนต้นทุนของวัสดุสำคัญ เช่น เหล็กกล้าทำแท่นและท่อ ก็ถีบตัวสูงอย่างมากด้วย ใช่แต่เท่านั้น อัตราค่าจ้างเงินเดือนสำหรับแรงงานมีฝีมือในอุตสาหกรรมนี้ก็ไต่ระดับขึ้นสูง ลิ่วด้วย ดังนั้น จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า จากที่เคยใช้เงินจ้างแท่นขุดเจาะน้ำลึกที่ราคา 150,000 ดอลลาร์เมื่อปี 2002 มาบัดนี้ สนนราคาได้ทะยานขึ้นไป 4 เท่าตัวแล้ว
       
       **อุปทานนิ่งสนิท อุปสงค์พุ่งลิ่ว**
       
       ขณะที่อุปทานน้ำมันนิ่งทรงตัวสนิท อุปสงค์ต่อน้ำมันทั่วโลกมิได้แสดงสัญญาณใดๆ ว่าจะแผ่วบางลงเลย วิธีเดียวที่จะลดความร้อนแรงของตลาดพลังงานในขณะนี้จะต้องไปลดการบริโภค ที่ผ่านมาการที่ราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลพุ่งแพงขึ้นนั้น การบริโภคน้ำมันในอเมริกาเหนือและในยุโรปตะวันตกเริ่มลดลงแล้ว เช่น การบริโภคเบนซินในสหรัฐฯตกลงมา 3% ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2008 เมื่อเทียบกับในหนึ่งปีก่อนหน้า
       
       เมื่อมาถึงประเด็นการสงวนรักษาพลังงาน โอกาสที่จะสร้างการอดออมภายในสังคมอันมั่งคั่งของโลกตะวันตกมักมีพื้นที่ กว้างขวางกว่าภูมิภาคอื่นใดในโลก ทั้งนี้เพราะคนอเมริกันโดยเฉลี่ยหนึ่งคนใช้น้ำมันมากกว่าคนอังกฤษหนึ่ง เท่าตัว ขณะที่คนอังกฤษก็ใช้มากกว่าคนรัสเซีย 2 เท่าตัว และคนรัสเซียใช้มากกว่าคนอินเดียถึง 8 เท่าตัว ดังนั้น มันจึงเป็นเรื่องที่แสดงความใจร้ายมากๆ ที่นายแซม โบดแมน รัฐมนตรีพลังงานของสหรัฐฯ ไปเพ่งเล็งเอากับแนวทางที่รัฐบาลจีนและรัฐบาลอินเดียจ่ายเงินอุดหนุนแก่ ผลิตภัณฑ์น้ำมันเพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชน ทังนี้ นายโบดแมนไปเร่งเร้าให้รัฐมนตรีพลังงานของชาติทั้งสองตัดเงินอุดหนุนเพื่อ “ลดอุปสงค์”
       
       จริงอยู่ที่ว่าจีนและอินเดียซึ่งมีประชากรรวมกันราวสองในห้าของ ประชากรโลก เป็นผู้ที่มีส่วนสำคัญมากในการขยายตัวของอุปสงค์ต่อพลังงานโลก แต่ต้องไม่ลืมข้อเท็จจริงที่ไม่อาจโต้แย้งได้ ว่าการเพิ่มการบริโภคพลังงานต่อหัวในประเทศทั้งสองนี้จากระดับที่ต่ำอย่าง สุดๆ ในปัจจุบันขึ้นมาบ้างนั้น รัฐบาลของจีนและอินเดียท่านหวังว่าจะช่วยยกระดับผู้คนหลายร้อยล้านชีวิตออก มาจากความยากจนอันแสนจะข้นแค้นได้
       
       ยกตัวอย่างเช่น ในประเทศอย่างอินเดีย ครัวเรือนครึ่งประเทศยังไม่มีไฟฟ้าใช้ ดังนั้นตะเกียงเจ้าพายุที่ใช้น้ำมันก๊าดเป็นเชื้อเพลิงจึงเป็นของจำเป็น พื้นฐาน การจ่ายเงินอุดหนุนเพื่อพยุงราคาน้ำมันก๊าด (ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงสำคัญในการหุงต้มด้วย) จึงเป็นการช่วยคนยากจนหลายร้อยล้านชีวิต การไปตัดหรือเลิกเงินอุดหนุนน้ำมันก๊าดย่อมเป็นการซ้ำเติมปัญหาความยากจน
       
       ในความเป็นจริงแล้ว เมื่อพูดถึงการสงวนรักษาพลังงาน จุดสนใจหลัก ณ ขณะนี้ควรมุ่งไปที่เหล่า 30 ชาติกลุ่มโออีซีดี หรือองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ อันเป็นกลุ่มประเทศร่ำรวยที่สุดของโลกซึ่งบริโภคน้ำมันรวมๆ กันมหาศาลในระดับที่เกือบจะเท่ากับ 3 ใน 5 ในการนี้ ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่แสดงตัวอย่างอันน่าเจริญรอยตามยิ่ง
       
       **บทบาทของญี่ปุ่นที่น่าเอาเป็นเยี่ยงอย่าง**
       
       เมื่อคำนึงถึงการสงวนรักษาพลังงาน ญี่ปุ่นได้สร้างตัวแบบที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากสหรัฐฯ ลองดูกันว่ามีการดำเนินการอะไรบ้างในสองประเทศนี้ นับจากที่เกิดวิกฤตน้ำมันแพงสนั่นโลกครั้งแรกเมื่อกลางทศวรรษ 1970 ตอนที่ระดับราคาน้ำมันพุ่งขึ้นไป 4 เท่าตัว
       
       ในช่วงแรก การทะยานแรงของราคาน้ำมันนำไปสู่การผลักดันให้เพิ่มประสิทธิภาพของ เชื้อเพลิงขึ้นในสหรัฐ, ยุโรปตะวันตก และญี่ปุ่น นอกจากนั้น ยังส่งเสริมแนวคืดที่จะพัฒนาแหล่งพลังงานหมุนเวียนต่างๆ ที่จะมาเป็นพลังงานทดแทนพวกปิโตรเลียม นับจากนั้นมา ญี่ปุ่นเป็นชาติที่ดำเนินการในเรื่องนี้อย่างไม่ละเลิกโดยเดินนโยบายลดการ ใช้ปิโตรเลียมให้สำเร็จในระยะยาว ในขณะที่สหรัฐฯ แสดงท่าทีลังเล แล้วก็เลิกสนใจเรื่องนี้ไปเลย
       
       ในยุคของประธานาธิบดีเจอรัลด์ ฟอร์ด และประธานาธิบดีจิมมี่ คาร์เตอร์ สหรัฐฯปรับปรุงประสิทธิภาพเชื้อเพลิงในยานยนต์ได้ปานกลางผ่านการออกข้อ บังคับเป็นกฎหมายระดับประเทศ นอกจากนั้น ประธานาธิบดีคาร์เตอร์ประกาศใช้งบ 100 ล้านดอลลาร์ทำโครงการวิจัยและพัฒนาในระดับประเทศเพื่อพัฒนาพลังงานแสง อาทิตย์ แถมยังมีการติดตั้งเครื่องทำความร้อนด้วยน้ำพลังแสงอาทิตย์บนหลังคาของ ทำเนียบขาวเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการเอาจริงกับเรื่องพลังงานทดแทนด้วย
       
       ในเวลาต่อมาซึ่งเป็นยุคของประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน ราคาน้ำมันทรุดต่ำลงอย่างมากมาย นโยบายทั้งหลายเกี่ยวกับประสิทธิภาพพลังงานและการสงวนรักษาพลังงาน ตลอดจนการพัฒนาแหล่งพลังงานหมุนเวียนต่างๆ ก็พลอยตกต่ำไปด้วยกัน หนำซ้ำ เรแกนสั่งให้ถอดแผงพลังงานแสงอาทิตย์ออกจากทำเนียบขาวด้วย
       
       ภาคเอกชนก็เช่นกัน มีการหั่นการลงทุนในเรื่องประสิทธิภาพพลังงานลงครึ่งหนึ่งโดยทันที หลังจากนั้น ประธานาธิบดีจอร์จ บุช (ผู้พ่อ) ซึ่งเป็นคนในวงการน้ำมัน เดินตามแนวทางของเรแกน พอมาถึงประธานาธิบดีบุช (ผู้ลูก) ซึ่งมีรองประธานาธิบดีชื่อดิก เชนีย์ อดีตซีอีโอของบริษัทฮัลลิเบอร์ตัน ผู้ให้บริการด้านการพลังงาน ก็มิได้ฝึกปรือให้คนอเมริกาละเลิกจากการ “เสพติดน้ำมัน”
       
       แม้กระทั่งปัจจุบันนี้ แทนที่จะกระตุ้นให้คนอเมริกันหันมาลดการใช้น้ำมัน (โดยเพิ่มความหนักแน่นแก่การกระตุ้น ด้วยเครื่องมือด้านกฎหมายเล็กน้อย) กลับกลายเป็นว่านักการเมืองทั้งสองพรรคพากันไปโทษว่าราคาน้ำมันเบนซินและ ดีเซลแพงกระฉูดขึ้นด้วยฝีมือของพวก “นักเก็งกำไร” โดยทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ว่า เส้นแบ่งระหว่าง “นักเก็งกำไร” กับ “นักลงทุน” นั้นบางเฉียบเพียงใด
       
       * (อ่านต่อ ตอน 2 ดูว่าฝั่งญี่ปุ่นเอาจริงกับการแก้ปัญหาวิกฤตน้ำมันแพงได้แตกต่างเหนือชั้นกว่าสหรัฐฯ อย่างไรบ้าง) *
       
       ดิลิป ฮิโร เขียนหนังสือเกี่ยวกับตะวันออกกลางมามากมาย ผลงานหนังสือที่ใหม่ที่สุดของเขาคือ Blood of the Earth: The Battle for the World's Vanishing Oil Resources (สำนักพิมพ์ Nation Books) นั่นเป็นหนังสือเชิงประวัติศาสตร์อันบรรเจิด ว่าด้วยแนวทางที่น้ำมันได้ปฏิวัติโลกในศตวรรษที่แล้ว ทั้งในแง่ของชีวิตผู้คน สงคราม และการเมืองโลก นอกจากนั้น หนังสือเล่มนี้ยังเล่าถึงทางเลือกที่จะมาทดแทนน้ำมัน ซึ่งรวมถึงแหล่งพลังงานหมุนเวียนทั้งหลาย
       
       (อ่านต่อตอน 2 ซึ่งเป็นตอนจบ)
       
       สัจธรรมน้ำมันแพงเริ่มบทโหดของจริง (ตอนจบ)
http://manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9510000086445

<- Last Page :: Next Page ->

About Me

ที่นี่...ไม่มีพรมแดน... ที่นี่...เปิดตลอดเวลา... อยากให้มวลผีเสื้อ..โบยบินอีกครา..... ร่วมเดินตามฝัน..ไปบนทางสายเดียวกัน...

Recent Posts

• อย่าเก็บข้อมูลใน CD-R นานเกินไป
• การตลาดผ่านออนไลน์ทั่วโลกบูม น้ำเมาแห่เปิดเว็บไซต์-5 ปีสื่อหลักเริ่มดื้อยา
• โอนเงินผิดบัญชี
• คิดถึงอาจารย์ป๋วย : คิดถึงเพื่อทำดีให้มากขึ้น
• กระซิบจากผีเฝ้าแผ่นดิน
• Happy Lock เครื่องล็อกล้อ กันรถหายแบบไม่เสียค่าปรับ
• เปิดคำให้การ...ของเด็กติดเกม
• การแก้ไขปัญหา ADSL
• Homeless Rangers ‘ชายขอบ’ ผู้พิทักษ์โลก
• มีเซ็กซ์กับแฟนถือว่าเป็นเรื่องปกติของการเป็นแฟนจริงหรือคะ(เรทนะ)
• ‘DFM’รถจีนบุกตลาดไทยเคาะ2.79แสนบ.บวกNGV
• ม.ล.ปริญญากร วรวรรณ เสือมีปีก
• สนมั้ย? โซลาร์เซลล์วัตต์ละ 1 ดอลลาร์
• สัจธรรมน้ำมันแพงเริ่มบทโหดของจริง(ตอนจบ)
• สัจธรรมน้ำมันแพงเริ่มบทโหดของจริง(ตอนแรก)
• การใช้ภาษาไทยของคนไทย “ขั้นวิกฤต” ต้นเหตุมาจากกลุ่มบันเทิง การเมือง สื่อ
• คู่มือของสาวยุคใหม่ “เลิฟ ไดอารี่... รักนี้คุมได้”
• วันนี้ของ"โน้ต"ณัฐกานต์จาก"ดูโอป๊อปสตาร์"สู่"จิตอาสาเพื่อสังคม"
• “ชีวิตที่ (จำ) ต้องสู้” ของ นร.ทุนแกรมมี่
• ผีขนุน2008"สก๊อย"ค้ากามริมถนนรับรายได้งาม
• อย่าให้อาการ ปวดประจำเดือน มาตัดสินชีวิตคุณ นพ.กฤษดา ศิรามพุช
• เรียนฟรีมีที่ไหน?เปิดเทอมทีไร-พ่อแม่ทุกข์ระทม
• มีกิ๊กติดคุก6เดือน กม.ใหม่คุมผัวเมีย
• ตกขาว ภัยเงียบของผู้หญิง นพ.กฤษดา ศิรามพุช
• ดันเด็กไทยแบ่งกันรู้-ร่วมกันคิด ผ่านห้องสมุดดิจิตอล"KIDS-D"
• รวมวิธีปรับแต่งหมาย่างให้ไวว่องด้วยตนเอง
• ใครควรรับผิดชอบชีวิตคนไทย ตายปีละกว่าหมื่นคน ??
• ค้นข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตแล้วมีรายได้เสริม
• จากกำแพงเพชรสู่ซิลิกอนวัลเลย์ กว่าจะเป็น"กระทิง"ผู้บริหารกูเกิลคนไทยคนแรก
• hi5 สินค้าขายดีของโลกออนไลน์
• Southern Seaboard การรุกเงียบ บนแผ่นดินด้ามขวาน!!
• นั่งข้างเตียง ฟังเสียงความตาย
• บทความ: ไปให้ไกลกว่า ‘xxx กระปุก’ สร้างมาตรฐานการใช้อินเทอร์เน็ต แบบไม่เลือกที่รักมักที่ชัง
• ฟีโรโมน สารเรียกรัก
• สำนึกจิตสาธารณะต้องสร้างตั้งแต่เด็ก / สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน
• วัยโจ๋รวมพลัง “ลดพื้นที่เสี่ยง” รอบโรงเรียน
• กระทิงแดงขยายเครือข่ายใจอาสา สร้างสังคมเพิ่มคนใจดี
• ‘จิตอาสา’ ละครปลุกจิตสำนึกวัยรุ่น
• มหา'ลัยลุงโฮจ้างครูเดือนละแสนแก้สมองไหล
• ภาพฉาวเฉินกว้านซี สู่กรณีศึกษาในรั้วโรงเรียน
• โรงเรียนข้างถนน คนสนามหลวง
• ปี พ.ศ. 2555 "คนชรา" จะล้นเมือง !?
• 14 ก.พ.“รุมโทรม” สู่ “เซ็กซ์หมู่”! กับนาฏกรรมความใคร่ที่เปลี่ยนไป
• เตือนโจ๋โฮจิมินห์..วาเลนไทน์อย่าถ่าย X
• ฤาว่าเด็กวัยรุ่นยุคนี้จะขาดภูมิคุ้มกัน…
• ชีวิตกับความรัก
• รักแท้ - รักเทียม ดูอย่างไร
• รับสร้างบ้านฝากความหวังรัฐบาลใหม่ สานต่อเมกะโปรเจกต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
• รับชมการถ่ายทอดสด 80ชม. ร่วมด้วยช่วยร้องเพลงเพื่อพ่อแห่งแผ่นดิน ที่สถานีรถไฟหัวลำโพง
• บทความ: มหาวิทยาลัยที่ไม่มีคำตอบ
• อิทธิพลใหม่
• มหาชัย...เมืองมอญ หรือ 'เมียนมาร์ทาวน์'?
• MV ไฮเปอร์: นางฟ้าคืนเดียว
• แม่โจ้ 36 ..อินทผลัมไทย ไม้ประดับไม้มงคลออก ผลกินได้
• หลวงพ่อปัญญา มรณภาพ สิ้นนักรบธรรม
• รายงานพิเศษ...“ภิกษุสันดานกา”...เรื่องจริง หาใช่ หมิ่นสงฆ์!!
• หวังผ่าโครงสร้างกองทุนประกันสังคม ให้ กก. มาจากการเลือกตั้ง
• ไม่มีน้ำ เครียด สร้างเขื่อน...แม่วงก์ (วิธีคิดซ้ำซากของรัฐไทยกับเสียงของคนไม่มีเสียง)
• นักวิชาการแฉเด็กมัธยม “ตบ ตี เตะ ตื้บ” รุนแรงมากขึ้น
• โสเภณีที่....สนามหลวง ลุงอ้วน
• ลือหึ่ง “ลีอาห์ ดีซอน” เบื้องหลังหมอง-เอวีหน้าเหมือนระบาด
• รักโรแมนติคคืออะไร ? 'สุชาดา จักรพิสุทธิ์' เคยเขียนถึง 'นิธิ เอียวศรีวงศ์'
• BLOGGER นักเขียนในโลกไร้พรมแดน
• “โลกของเขาในดวงตาของเรา” เมื่อ ‘คนขายหมี่’ เป็น “กวีซีไรต์”
• คาถาแก้ปัญหา
• ธรรมะทอล์คโชว์-ธรรมะพลิกชีวิต "พระมหาสมปอง"เพื่อบ้านครูน้อย
• ขอบริจาคหนังสือให้เด็ก : สาวิตรี อินทร์พร
• ผู้ชายที่ไม่ควรเสียเวลาด้วย
• แมกกาซีน + วีซีดี หวือ หวิว สยิว เซ็กซ์ ( ? )
• ม.นอกระบบจุดจบของชาติตัดโอกาสคนจน
• ทำไมรักต่างวัย ถึงใจตรงกัน
• การทำ Traffic Control บนลินุกซ์
• มาตรฐานซีไรต์...เมื่อมองในมุมกว้าง
• บ ท รั ก บ ท ที่ ส อ ง
• โปรแกรมฆ่าไวรัส MSN image.zip, photo.zip, pic.zip
• โซนี่ยอมให้ "หนังโป๊" ออกบลู-เรย์ "ลาร่า-คาซุมิ" กลายเป็นหนังหื่น
• ปวดหลัง แค่เรื่องธรรมดาจริงหรือ
• ภาษาแอ๊บแบ๊ว พลังสื่อสารที่ต้องเงี่ยหูฟัง
• งานเงินที่อยู่คู่ครอง(ควรแสวงหาตามลำดับ)
• หนูดี วนิษา เรซ...ผู้เชี่ยวชาญด้านอัจฉริยภาพ (3)
• หนูดี วนิษา เรซ...ผู้เชี่ยวชาญด้านอัจฉริยภาพ (2)
• หนูดี วนิษา เรซ...ผู้เชี่ยวชาญด้านอัจฉริยภาพ (1)
• ว่าด้วยเรื่อง 'ที่ว่าง'
• จับเข่าคุยผู้ป่วยเด็กระยะสุดท้าย
• เสื่อม! เว็บโฆษณายาทำแท้งโผล่โจ๋งครึ่ม
• ปาร์ตี้ “เหล้าปั่น” ระบาด ดีกรีแห่งความพินาศของสังคม
• เผยวิจัยพบหญิงวัยกลางคนที่มีครอบครัวแล้วทำงานภาครัฐเครียดมากสุด
• เมื่อโลกที่สามลุกขึ้นสู้
• บทเรียนที่โรงเรียนไม่ได้สอน
• อัดฉีดประสิทธิภาพ Apache ให้แรงด้วยการใช้ Reverse Proxies
• การประยุกต์ใช้งาน IPCop
• รักคือการให้ จึงเป็นสุขทั้งผู้รักแล้วผู้ทีถูกรัก หากเขารับรับรักนั้น
• รายงาน จับตา ไอซีที : ออก กม.ลูก บังคับเก็บประวัติคนเล่นเน็ต เลข 13 หลัก เลขบัญชี เลขบัตรเครดิต
• แฉผัวแหล่งแพร่เชื้อเอดส์แนะสามีใส่ถุงยางหลับนอนกับเมีย
• เอาไว้อ่านเวลาทะเลาะกับแฟน
• คนที่รักกับคนที่ชอบ
• Sex & The City กับวิถีเมือง ใครว่าสาวโสด...อดเซ็กซ์?
• สนามวิจารณ์ : มาโนช พุฒตาลกับแกะเพลง... ในทรรศนะของข้าพเจ้า
• เรียนรู้อีกแง่มุมของความรัก
• ปรัชญาผ้าขี้ริ้ว

Links

• Home
• View my profile
• Archives
• Friends
• Email Me
• naigod_gotoknow
• naigod_Bloggang
• BlogNGO
• Albums_Blogth
• 555music
• AneW FoR YoU : สารพันปัญหาเซ็กส์
• มูลนิธิสื่อเพื่อเยาวชน
• บ้านบัณฑิตอาสาสมัคร รุ่น 31
• เว็บบอร์ด บอ.31
• บ้านบัณฑิตอาสาสมัคร รุ่น 26
• บ้านบัณฑิตอาสาสมัคร รุ่น 36
• เว็บบอร์ด บอ.36
• BlogBaanBorOr31
• grajok187 บอ38
• Graduate Volunteer Community
• เหลิม&เป้
• เว็บพี่ไก่
• เว็บหนุ่มม้ง
• Snarf-it.orgฟรีเว็บบิท
• โลกของหมวยเล็ก
• Tee36
• P_God_
• naigod_BlogSoftganz
• naigod_OkNation

Friends

• Lovelygirl
• Luck
• Sakda
• Deedy
• karint
• issarachon