2008-Jul-24 - สัจธรรมน้ำมันแพงเริ่มบทโหดของจริง(ตอนจบ)
| โดย ดิลิป ฮิโร |
23 กรกฎาคม 2551 08:43 น. |
(จากเอเชียไทมส์ออนไลน์ www.atimes.com)
Energy reality starts to bite
By Dilip Hiro
16/07/2008
น้ำมัน
แพงช็อกโลกครั้งที่ 4 ในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่แล้วจวบถึงช่วงปัจจุบัน
มิได้ละม้ายใกล้เคียงกับเมื่อ 3 ครั้งที่แล้ว
และจะไม่ยอมเลิกราจากไปในเร็ววันอย่างแน่นอน ในระยะกลางนี้
โลกจำจะต้องพึ่งพิงอยู่กับพลังงาน 2
รูปแบบหลักซึ่งล้วนเป็นพลังงานเจ้าปัญหากันทั้งคู่
นั่นคือพลังงานจากถ่านหินที่ ชะล้างแล้ว กับพลังงานจากนิวเคลียร์
จีนกับอินเดียไม่ยอมรับหน้าที่ผู้นำในเรื่องนี้แน่
ภารกิจจึงจะตกอยู่กับบรรดาผู้มีอันจะรับประทานในซีกโลกตะวันตก
*รายงานนี้แบ่งเป็น 2 ตอน นี่คือตอนที่ 2 ซึ่งเป็นตอนจบ*
(ต่อจากตอนแรก)
**ดูตัวแบบที่ดีจากญี่ปุ่น**
สำหรับญี่ปุ่นแล้ว
ความพยายามแก้ปัญหาวิกฤตน้ำมันแพงดำเนินไปอย่างเอาจริงเอาจิง
ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงกับสหรัฐฯ
ทั้งรัฐบาลและภาคเอกชนในญี่ปุ่นต่างมุ่งมั่นอยู่ในแนวทางการสงวนรักษา
พลังงานมาตลอดตั้งแต่วิกฤตน้ำมันแพงครั้งแรก ในการนี้
ญี่ปุ่นสามารถรักษาระดับการบริโภคพลังงานโดยรวมต่อปีไว้คงที่ได้ตลอดทศวรรษ
1970 และ 1980 ทั้งๆ ที่พลังการผลิตในประเทศทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ดังสะท้อนอยู่ในการขยายอัตราขยายตัวของจีดีพีขึ้นเป็นสองเท่าในช่วงสอง
ทศวรรษดังกล่าว ทุกวันนี้ ในแต่ละ 1 ดอลลาร์ของมูลค่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจ
ญี่ปุ่นใช้พลังงานน้อยกว่าสหรัฐฯ และสหภาพยุโรปครึ่งหนึ่ง ยิ่งกว่านั้น
ทางการในระดับประเทศและระดับท้องถิ่นได้บังคับใช้กฎหมายคุมมาตรฐานการสงวน
รักษาพลังงานอย่างเข้มงวดในอาคารสร้างใหม่ทุกแห่งอย่างต่อเนื่อง
ในด้านของการพัฒนาแหล่งพลังงานหมุนเวียนก็เช่นกัน
ญี่ปุ่นสร้างความก้าวหน้าได้อย่างเป็นเรื่องเป็นราว ตัวอย่างได้แก่
เมื่อถึงปี 2006
ญี่ปุ่นเป็นผู้ผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ได้เกือบครึ่งของการผลิตทั่วโลกทั้งหมด
เกินหน้าสหรัฐฯ ไปไกลทีเดียว ทั้งๆ
ที่คนอเมริกันนั่นแหละที่เป็นผู้ประดิษฐ์เซลล์แสงอาทิตย์ชนิดซิลิคอนรายแรก
คือนายรัสเซล โอห์ล
เซลล์ดังกล่าวเป็นการสร้างแผงเซลล์แสงอาทิตย์ที่สามารถผันแสงแดดมาเป็น
พลังงานไฟฟ้า
**แนวทางแก้ปัญหาในระยะกลาง**
น้ำมันที่ใช้กันอยู่ทั่วโลกนั้น มากกว่าครึ่งเป็นไปเพื่อการสัญจร
ในยุคที่เราก้าวออกมาจากศตวรรษที่ 20 นั้น
แม้ว่าเราจะถูกแวดล้อมไปแต่ด้วยรถยนต์หรือรถบรรทุกที่ใช้เครื่องยนต์สันดาป
ภายใน (ICE) แต่ก็ยังมีรถที่ใช้เทคโนโลยีอื่น
เช่นเครื่องยนต์จากพลังงานไอน้ำ หรือพลังงานแบตเตอรี
บัดนี้ ทางรอดของเราพึ่งอยู่กับการค้นหาหนทางย้อนกลับไปในยุคก่อน
ICE ขณะนี้ มันเป็นบทบาทหน้าที่ของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ในชาติร่ำรวย
ที่จะเร่งกระบวนการเลิกร้างออกจากยานพาหนะที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน
รถยนต์แห่งอนาคตสามารถรับพลังงานจากแบตเตอรี หรือเซลล์ไฮโดรเจน
หรือแผงพลังงานแสงอาทิตย์
หรือกระทั่งพลังงานที่รวมทุกพลังงานดังกล่าวไว้ด้วยกัน
โดยทั่วๆ ไป
บริษัทญี่ปุ่นเป็นแนวหน้าในการทำวิจัยและพัฒนาเกี่ยวกับเรื่องนี้
โตโยต้าซึ่งเป็นรายแรกของโลกที่นำแนวคิดรถไฮบริดมาใช้ในปี 1995
ได้รวมแบตเตอรีเข้าไว้ด้วยกันกับเครื่องยนต์สันดาปภายใน
และเริ่มผลิตออกขายเป็นการทั่วไปในช่วงไม่กี่ปีหลังมานี้
ซึ่งถือเป็นความสำเร็จของเครื่องยนต์ไฮบริด
ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา
ฮอนด้าจัดตั้งสายการผลิตรถยนต์พลังงานไฮโดรเจนแล้ว คือรุ่น FCX Clarity
รถรุ่นนี้ซึ่งติดตั้งถังบรรจุไฮโดรเจนเหลว สามารถเดินทางได้ไกล 448
กิโลเมตร
แต่มันจะได้รับการผลิตเพื่อวางตลาดทั่วไปได้ก็ต่อเมื่อมีการก่อสร้างสถานี
เติมไฮโดรเจนเหลวให้เติมเชื้อเพลิงได้อย่างสะดวกในญี่ปุ่นและในรัฐ
แคลิฟอร์เนีย ซึ่งนั่นย่อมต้องใช้เวลาไม่ใช่น้อย ที่ผ่านมา
มีการก่อสร้างสถานีเติมเชื้อเพลิงไฮโดรเจนแค่ 13 แห่งในพื้นที่ย่านโตเกียว
โดยที่ทางการญี่ปุ่นให้การสนับสนุนด้านเงินทุน ในขณะนี้
ฮอนด้าซึ่งตระหนักดีถึงภาระต้นทุนการผลิตอันมหาศาล
ได้ใช้เทคนิคการตลาดเบื้องต้นคือ การให้เช่าซื้อรถรุ่น FXC Clarity ณ
อัตราเพียง 600 ดอลลาร์ต่อเดือนเท่านั้น
ค่ายรถยนต์อีกค่ายหนึ่งของญี่ปุ่นคือ มาสด้า นำเสนอรถไฮบริดที่ใช้ได้ทั้งเซลล์ไฮโดรเจนและเครื่องยนต์สันดาปภายใน
ขณะที่การผลิตรถยนต์ที่ไม่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน
เริ่มโตเร็วและไปแรงอยู่ในประเทศร่ำรวยทั้งหลาย ต้นทุนการผลิตจะค่อยๆ
ลดต่ำลง รถรุ่นต่างๆ เหล่านี้จะไปขายดีในตลาดโตเร็ว (แต่ค่อนข้างยากจน)
เช่น ตลาดจีน และตลาดอินเดีย
**ทางเลือกสำหรับระยะกลาง: พลังงานนิวเคลียร์**
นอกเหนือจากบทบาทด้านการคมนาคมขนส่งแล้ว
น้ำมันยังเป็นแหล่งเชื้อเพลิงสำคัญสำหรับโรงไฟฟ้า ดังนั้น
ในเมื่อกระทั่งซีอีโอของรอยัล ดัตช์ เชลล์ นายเจอโรน แวน เดอร์ วีร์
ต้องออกปากยอมรับต่อสาธารณชนว่าเราใกล้จะถึงจุดยอดของการผลิตน้ำมันแล้ว
(หลังจากที่แหล่งน้ำมันสำรองจะลดถอยลงไปตลอดกาล) ความคิดของฝ่ายต่างๆ
ในโลกตะวันตก
จึงพากันหันไปสู่แหล่งพลังงานถ่านหินกับพลังงานนิวเคลียร์มากขึ้นเรื่อยๆ
โดยมองเป็นทางแก้ปัญหาระยะกลาง
กระนั้นก็ตาม
การเอ่ยถึงโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ก็มักเตือนความทรงจำอันน่าสยดสยองไปถึง
กรณีโรงไฟฟ้าทรี ไมล์ ไอส์แลนด์ของสหรัฐฯ
ซึ่งเกิดอุบัติเหตุที่ว่าบางส่วนของเครื่องปฏิกรณ์หลอมละลายในปี 1979
และในปี 1986 ก็มีกรณีโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์เชอร์โนบิลในยูเครน
เกิดการระเบิด มีเพลิงลุกไหม้รุนแรง
และมีการรั่วไหลแพร่กระจายของสารกัมมันตรังสี อย่างไรก็ตาม
สถานีนิวเคลียร์ที่เปิดทำการในขณะนี้ก็มีอยู่จำนวนมาก โดยในฝรั่งเศส
การผลิตไฟฟ้า 79%มาจากโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ และจวบจนกระทั่งบัดนี้
การทำงานของโรงไฟฟ้าพลังงานพลังงานนิวเคลียร์ของประเทศนี้ก็มีความปลอดภัย
จากอุบัติเหตุ บริษัทนิวเคลียร์รายใหญ่ของฝรั่งเศสคือ อารีวา
มีกำหนดการจะขายสถานีพลังงานนิวเคลียร์ 100 แห่งไปยังแหล่งต่างๆ
ทั่วโลกภายในปี 2030
โดยสถานีดังกล่าวนี้จะใช้เชื้อเพลิงจากเครื่องปฏิกรณ์รุ่น EPWR
ซึ่งใช้แรงดันจากน้ำอันเป็นพัฒนาการรุ่นที่ 3
ของเทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์
อารีวายังเป็นผู้นำของกลุ่มคอนซอร์เชียม
ที่ร่วมกันสร้างสถานีไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์แห่งใหม่แห่งแรกในยุโรป
นั่นคือที่ฟินแลนด์ ภายหลังที่ชะงักงันไม่ได้มีการสร้างกันมาสิบกว่าปี
สำหรับประเด็นการรักษาความปลอดภัยและการบริหารจัดการกากนิวเคลียร์นั้น
องค์การโปสิวา
หน่วยงานทางการฟินแลนด์ในด้านพลังงานนิวเคลียร์ดูเหมือนจะพบวิธีดำเนินงาน
ที่ใช้การได้เป็นอย่างดี หลังจาก 12 ปีแห่งการถกเถียงกันในทางสาธารณะ
ฟินแลนด์ได้อนุมัติการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์มูลค่า 3,500
ล้านดอลลาร์ ณ เกาะแห่งหนึ่งที่อยู่ไกลออกไปนอกชายฝั่งทะเล
โรงไฟฟ้าแห่งนี้ใช้เครื่องปฏิกรณ์ EPWR
โรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งใหม่นี้ถูกออกแบบให้ใช้งานได้ 60 ปี หรือ 2
เท่าของอายุเฉลี่ยของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบทั่วๆ ไปในปัจจุบัน
ในกรณีที่แท่งเชื้อเพลิงควบคุมเครื่องปฏิกรณ์ไม่สามารถทำงานได้
และเป็นชนวนให้เกิดการหลอมละลายของแกนปฏิกรณ์
เครื่องจะมีภาชนะพิเศษทำจากคอนกรีตเพื่อรองรับเศษซาก ดังนั้น
ในทางทฤษฎีแล้ว มันจะป้องกันไม่ให้เกิดการปล่อยสารกัมมันตรังสีออกไปได้
ส่วนกากนิวเคลียร์จะถูกบรรจุในเหล็กหล่อ ซึ่งถูกผนึกอยู่ในทองแดง
และถูกทิ้งลงไปตามหลุมความลึกครึ่งกิโลเมตร
แล้วจะถูกปล่อยให้ถูกท่วมทับด้วยดินเบนโทไนต์
ซึ่งเมื่ออยู่ในสภาพดังกล่าวทองแดงที่ผนึกกากนิวเคลียร์จะคงทนไปได้นานเป็น
ล้านปี
ทันทีที่สถานีพลังงานนิวเคลียร์แห่งนี้สร้างเสร็จ
ไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์จะมีเพิ่มขึ้นกลายเป็น 37%
ของไฟฟ้าทั้งหมดที่ใช้กันอยู่ในฟินแลนด์ จากสัดส่วนปัจจุบันที่ระดับ 27%
มองทางด้านอินเดียบ้าง
อุปสงค์ต่อไฟฟ้าที่ประเทศนี้รุนแรงมากกระทั่งว่า
ต้องสร้างสถานีพลังงานนิวเคลียร์ 3 แห่งให้เสร็จภายในปีนี้ กระนั้นก็ตาม
เมื่อทั้ง 3 โรงไฟฟ้านี้สามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าหล่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจได้
มันก็ช่วยสนองอุปสงค์ต่อไฟฟ้าอันมหาศาลในอินเดียได้น้อยมาก
สำหรับอินเดียแล้ว ต้องเป็นแหล่งเชื้อเพลิงถ่านหินจึงจะตอบปัญหาตรงนี้ได้
ในเมื่ออินเดียเป็นประเทศที่อุดมด้วยถ่านหิน
ซึ่งลักษณะเช่นนี้ก็เป็นอยู่ในกรณีของประเทศจีนเช่นกัน ทั้งนี้
มีการสร้างโรงงานไฟฟ้าพลังงานถ่านหินขึ้นในจีนในทุกสัปดาห์
แม้จะต้องเผชิญปัญหาว่าด้วยความมลพิษก็ตาม
**แก้ปัญหาระยะกลาง: ถ่านหินสะอาด**
ภายในตระกูลไฮโดรคาร์บอน
ถ่านหินเป็นแหล่งพลังงานที่มีประสิทธิภาพต่ำสุด
โดยให้พลังงานได้แค่ครึ่งเดียวเมื่อเทียบกับน้ำมัน
ขณะที่สร้างก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงกว่าน้ำมันถึงสองเท่าตัว อย่างไรก็ตาม
ถ่านหินมีประวัติศาสตร์เกี่ยวกับอยู่กับมนุษยมายาวนานเก่าแก่ที่สุดในแง่ของ
การป้อนพลังงานหล่อเลี้ยงสังคมยุคใหม่
และแม้ในยามที่เริ่มเข้าสู่ศตวรรษที่ 21
ถ่านหินยังครองตำแหน่งแถวหน้าของความเป็นเชื้อเพลิงป้อนพลังงานแก่โรงงาน
ไฟฟ้าทั่วโลก
ทุกวันนี้ ถ่านหินมีส่วนในการผลิตไฟฟ้าให้แก่โลกในสัดส่วนถึง 28%
ซึ่งเมื่อเทียบกับสัดส่วนที่เคยเป็นในทศวรรษ 1970
แล้วนับว่าน้อยลงกว่ากันนิดเดียว
ส่วนในกรณีที่นำไปแจงตัวเลขลงรายประเทศแล้ว
สัดส่วนดังกล่าวค่อนข้างแตกต่างกันมาก เช่น
ถ่านหินมีส่วนในการผลิตไฟฟ้าในสหรัฐฯ ราว 20% ทั่วประเทศ
แต่มีส่วนอยู่ในจีนมากกว่าสหรัฐฯถึง 4 เท่าตัว
เนื่องจากถ่านหินจะไม่จากลาโลกเราไปในเร็ววันนี้
ปัญหาที่ท้าทายเราจึงมีอยู่อย่างแจ่มแจ้งว่า
จะเผาถ่านหินให้ได้ประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างไร และขณะเดียวกัน
จะสกัดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไว้อย่างไรก่อนที่ก๊าซนี้จะไปถึงชั้น
บรรยากาศ ทางแก้ปัญหาด้านมลพิษของถ่านหิน
ซึ่งพอจะเป็นจริงได้ทางหนึ่งคือการผลิตถ่านหินที่ปราศจากคาร์บอน
นั่นคือการแปลงถ่านหินเป็นผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม
ซึ่งนี่จะช่วยลดอุปสงค์ต่อน้ำมันดิบไปได้ในเวลาเดียวกันด้วย
เทคโนโลยีไฮบริดนี้ ซึ่งเกี่ยวข้องกับก๊าซธรรมชาติปราศจากคาร์บอน
หรือถ่านหินปราศจากคาร์บอน เป็นสิ่งที่มีให้ใช้ได้แล้ว
ในโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ใช้เทคโนโลยีแยกก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากก๊าซ
ผสมที่เรียกว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินแบบ IGCC นั้น
จะมีการจัดทำกระบวนการแยกถ่านหินออกมาเพื่อสกัดเอาแต่ไฮโดรเจน
และทิ้งส่วนที่เป็นคาร์บอนให้ไปเข้ากระบวนการทำให้แห้งด้วยความดันสูง
เพื่อให้อยู่ในรูปของคาร์บอนไดออกไซด์เหลว และส่งไปยังแหล่งกักเก็บทางธรณี
ที่อาจจะเป็นชั้นหินใต้ดินหรือใต้พื้นทะเล
ส่วนไฮโดรเจนจะถูกนำไปเผาไหม้ให้เกิดความร้อนที่จะไปขับเคลื่อนเครื่อง
กำเนิดไฟฟ้า
อย่างไรก็ตาม ณ ขณะนี้ สถานีไฟฟ้าแบบ IGCC
ต้องใช้ถ่านหินเพิ่มขึ้นมา 1 ใน 5
ของถ่านหินที่ใช้อยู่ในโรงไฟฟ้าถ่านหินแบบทั่วไป
เพื่อเอาไปผลิตพลังงานให้กำลังแก่อุปกรณ์ดักจับและกักเก็บคาร์บอน ดังนั้น
ราคาของไฟฟ้าที่ถูกผลิตออกมาจึงสูงกว่าไฟฟ้าจากโรงที่ใช้ถ่านหินไม่ผ่านการ
ทำสะอาดเป็นสัดส่วนประมาณตั้งแต่ 1 ใน 3 ไปจึงถึงครึ่งต่อครึ่งทีเดียว
แต่ในอีกด้านหนึ่ง
ข้อมูลของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
(IPCC) แห่งสหประชาชาติ ชี้ว่าในวันหนึ่งข้างหน้า
ระบบดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (CCS)
จะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงได้ถึง 55%
ในอันที่จะช่วยให้โลกหลีกเลี่ยงจากผลกระทบอันร้ายแรงที่สุดจากปัญหาโลกร้อน
เมื่อเดือนที่แล้ว
การประชุมระดับรัฐมนตรีพลังงานของกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำของโลกทั้ง 8
(กลุ่มจี-8) ที่ประเทศญี่ปุ่น มีการเรียกร้องให้เริ่มโครงการ CCS ขนาดใหญ่
20 แห่งทั่วโลกให้ได้ภายในปี 2010 หลังจากนั้นไม่นาน
รัฐบาลอังกฤษได้เชิญบริษัทยุโรปชั้นนำ 4
แห่งมายื่นประมูลโครงการดังกล่าวสำหรับดำเนินการในสหราชอาณาจักร
ในการประชุมสุดยอดน้ำมันที่เจดดะห์ เมื่อเร็วๆ นี้
นายกรัฐมนตรีอังกฤษ นายกอร์ดอน บราวน์
ประกาศว่าอังกฤษจะร่วมมือกับซาอุดีอาระเบียในการพัฒนาให้เทคโนโลยีการดักจับ
คาร์บอนมีความสมบูรณ์ ด้านสหรัฐฯ
กับออสเตรเลียลั่นวาจาแล้วว่าจะทุ่มงบประมาณให้แก่การสร้างความก้าวหน้าใน
เทคโนโลยีนี้ เมื่อมีการพัฒนาและมีใช้กันแพร่หลายมากขึ้น
เทคโนโลยีการดักจับคาร์บอนจะเริ่มมีราคาถูกมากขึ้น
และกลายเป็นเทคโนโลยีที่ประเทศอย่างอินเดียและจีนจะสามารถซื้อไปใช้ได้ไหว
โดยที่อุปทานน้ำมันกำลังจะแตะจุดสูงสุดในไม่กี่ปีข้างหน้านี้
และยูเรเนียมก็จะเผชิญสถานการณ์ทำนองเดียวกันภายในศตวรรษนี้
ความต้องการของมนุษยชาติจะไปทวีตัวมากขึ้นอย่างต่อเนื่องไปในด้านของถ่านหิน
ไม่ว่าจะดีขึ้นหรือแย่ลง
ถ่านหินจะเป็นแหล่งเชื้อเพลิงที่ป้อนพลังงานหล่อเลี้ยงมาตรฐานชีวิตที่เขยิบ
สูงขึ้นเรื่อยๆ ของมนุษย์
มันจะเป็นอย่างนี้ไปอีกนานต่อให้มีการค้นคว้าและพัฒนาพลังงานหมุนเวียนอื่นๆ
มากขึ้นหรือเร็วขึ้นเพียงใดก็ตาม และด้วยความตระหนักในข้อนี้
ที่ประชุมสุดยอดกลุ่มจี-8 เมื่อไม่นานมานี้
ได้ยืนยันคำมั่นสัญญาที่จะสร้างความก้าวหน้าแก่ระบบดักจับและกักเก็บคาร์บอน
โดยเร็วที่สุดที่จะเป็นได้
นี้แหละคืออนาคตของพลังงานของโลกในระยะกลาง มันคือความเป็นจริงที่พวกเราต้องเผชิญ
ดิลิป ฮิโร
เขียนหนังสือเกี่ยวกับตะวันออกกลางมามากมาย
ผลงานหนังสือที่ใหม่ที่สุดของเขาคือ Blood of the Earth: The Battle for
the World's Vanishing Oil Resources (สำนักพิมพ์ Nation Books)
นั่นเป็นหนังสือเชิงประวัติศาสตร์อันบรรเจิด
ว่าด้วยแนวทางที่น้ำมันได้ปฏิวัติโลกในศตวรรษที่แล้ว
ทั้งในแง่ของชีวิตผู้คน สงคราม และการเมืองโลก นอกจากนั้น
หนังสือเล่มนี้ยังเล่าถึงทางเลือกที่จะมาทดแทนน้ำมัน
ซึ่งรวมถึงแหล่งพลังงานหมุนเวียนทั้งหลาย
สัจธรรมน้ำมันแพงเริ่มบทโหดของจริง (ตอนแรก) http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9510000086446
|
|
|
|
About Me
ที่นี่...ไม่มีพรมแดน...
ที่นี่...เปิดตลอดเวลา...
อยากให้มวลผีเสื้อ..โบยบินอีกครา.....
ร่วมเดินตามฝัน..ไปบนทางสายเดียวกัน...
Friends
Lovelygirl Luck Sakda Deedy karint issarachon
|