|
| ภาพภิกษุสันดานกา |
|
 |
กรณีพระสงฆ์บางส่วนออกมาประท้วงภาพเขียนที่ชื่อภิกษุสันดานกาที่คว้ารางวัลจากงานประกวดศิลปกรรมแห่งชาติปีนี้
พร้อมจี้ให้ ม.ศิลปากรถอนรางวัลคืนและงดแสดงภาพดังกล่าว โดยอ้างว่า
เป็นภาพที่ลบหลู่ดูหมิ่นสงฆ์นั้น น่าจะจุดประกายให้สังคมช่วยกันหาคำตอบว่า
แท้จริงแล้ว ภาพเขียนชิ้นนี้หมิ่นสงฆ์จริงหรือ? ทั้งที่หลายฝ่ายยืนยันว่า
สิ่งที่ศิลปินสื่อออกมาในภาพ คือ คำสอนที่มีอยู่แล้วในพระไตรปิฎก
และเป็นเรื่องจริงที่เกิดอยู่แล้วในสังคม
นาทีนี้...หลายคนอาจเริ่มสงสัยแล้วว่า ภาพเขียนดังกล่าวหมิ่นสงฆ์
หรือสงฆ์ที่ประท้วงครั้งนี้
ไม่ยอมรับความจริงด้านมืดที่ทำให้ศาสนาและวงการสงฆ์ต้องมัวหมองอยู่ทุกวันนี้กันแน่
คลิกที่นี่ เพื่อฟังรายงานพิเศษ
ภาพเขียนที่ชื่อว่าภิกษุสันดานกาของ นายอนุพงษ์ จันทร
อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สาขาจิตรกรรม
สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
ซึ่งคว้ารางวัลเกียรตินิยมอันดับ 1 เหรียญทอง ประเภทจิตรกรรม
ในการประกวดศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 53
และขณะนี้จัดแสดงอยู่ที่หอศิลป์เฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยศิลปากร
วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ จ.นครปฐม ได้กลายเป็นข่าวโด่งดังขึ้นมา
เมื่อคณะสงฆ์กลุ่มหนึ่ง นำโดย พระมหาโชว์ ทัศนีโย
แกนนำสมัชชาชาวพุทธแห่งชาติ และศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งชาติ
เกิดอาการไม่พอใจ จึงได้นำพระและฆราวาสจากจังหวัดต่างๆ ประมาณ 400 คน
เดินขบวนประท้วงและยื่นหนังสือจี้ให้มหาวิทยาลัยศิลปากรถอนรางวัลดังกล่าวคืน
และยกเลิกการจัดแสดงภาพดังกล่าว โดยอ้างว่า ภาพดังกล่าวไม่เหมาะสม
หมิ่นพระสงฆ์ และมีภาพลามกอนาจารจำนวนมาก
|
|
| พระสงฆ์บางส่วนนำโดย
พระมหาโชว์ ทัศนีโย แกนนำสมัชชาชาวพุทธแห่งชาติฯ จี้
ม.ศิลปากรถอนรางวัลภาพภิกษุสันดานกาและงดแสดงภาพดังกล่าว(25 ก.ย.) |
|
 |
พระมหาโชว์ ชี้ว่า ภาพภิกษุสันดานกาเป็นภาพชุดที่วาดบนจีวรพระ
โดยภาพที่มีปัญหามากที่สุด คือ ภาพพระภิกษุ 2
รูปหลับตาเอาศีรษะชนกันและมีปากเป็นปากของกา นอกจากนี้ยังมีรอยสักเต็มตัว
และแสดงกิริยาแย่งสายสิญจน์กับตะกรุดที่อยู่ในบาตร
ส่วนลายสักเป็นรูปกบกำลังผสมพันธุ์และตุ๊กแกกำลังผสมพันธุ์กัน.....
นั่นคือความเข้าใจของผู้ประท้วง แต่เพื่อความเป็นธรรม
ลองไปฟังคำชี้แจงของเจ้าของภาพเขียนชิ้นนี้กันบ้างว่า
เจตนาในการเขียนภาพภิกษุสันดานกามีที่มาอย่างไร
และต้องการสื่ออะไรต่อสังคม?
อ.อนุพงษ์ จันทร
ศิลปินรุ่นใหม่และคว้ารางวัลจากภาพเขียนในเวทีอื่นๆ มาแล้วหลายรางวัล
เล่าให้ฟังว่า แนวคิดเบื้องต้นของการทำงานชิ้นนี้ขึ้นมา
เพราะได้แรงบันดาลใจจากคติความเชื่อของไทยเรื่องเปรตภูมิ
ที่คนเฒ่าคนแก่โบราณใช้เป็นกุศโลบายสอนลูกหลานให้รู้จักเกรงกลัวต่อบาป
เช่น ถ้าด่าพ่อแม่ ตายไปจะกลายเป็นเปรต ,ถ้าตีพ่อแม่
ตายไปมือจะโตเท่าใบลาน ฯลฯ เมื่อได้แรงบันดาลใจดังกล่าว
ตนจึงได้ไปศึกษาตัวงานจิตรกรรมไทยแบบประเพณีดั้งเดิมตามวัดต่างๆ
ก็ไปพบเนื้อหาเกี่ยวกับบาปบุญคุณโทษ ได้ศึกษาสมุดภาพไตรภูมิ
ที่มีทั้งพุทธประวัติ เรื่องเกี่ยวกับชาดก รวมถึงไตรภูมิและนรกภูมิด้วย
ซึ่งนรกภูมิก็จะแบ่งความผิดตามความร้ายแรงของการทำบาป เช่น มีพวกเปรต
อสุรกาย และสัตว์เดรัจฉานต่างๆ โดยตนสนใจเรื่องเกี่ยวกับเปรต
จึงได้ลองนำเรื่องเปรตภูมิมาทดลองสร้างงาน ประกอบกับไปเจอภาพบรรพชิตทุศีลในสมุดภาพไตรภูมิด้วย ซึ่งสอดคล้องกับสถานการณ์ทางสังคมในขณะนั้นที่สร้างความสะเทือนใจให้ตน จนต้องสร้างงานชิ้นนี้ออกมา
|
|
| พระสงฆ์บางส่วนนำโดย พระมหาโชว์ ทัศนีโย แกนนำสมัชชาชาวพุทธแห่งชาติฯ จี้ ม.ศิลปากรถอนรางวัลภาพภิกษุสันดานกาและงดแสดงภาพดังกล่าว |
|
 |
ไปเจอภาพที่ปรากฏอยู่ในสมุดภาพไตรภูมิที่เป็นภาพบรรพชิตทุศีล
และเขาก็มีข้อความปรากฏเอาไว้ด้านล่างภาพว่า
บาปเป็นบรรพชิตทุศีลแลเลี้ยงชีพผิดมิชอบด้วยธรรม ตายไปต้องกลายเป็นเปรต
มีไฟไหม้ลุกจีวรไหม้กาย เราก็เอ๊ะ! ปัญหาเกี่ยวกับพระสงฆ์มันก็มีมานานแล้ว
ไม่ใช่เพิ่งมี
พอดีกับขณะนั้นผมได้รับความสะเทือนใจจากสื่อที่ผมได้รับต่างๆ
ที่มีข่าวเกี่ยวกับคนที่ปลอมไปบวชบ้าง คนที่อาศัยผ้าเหลืองหากินบ้าง
คือบางคนก็หาผลประโยชน์จากแรงศรัทธาของชาวบ้านที่ค่อนข้างจะเป็นเรื่องที่สะเทือนใจผม
ผมก็เลยเอาเนื้อหาตรงนี้มาเป็นเนื้อหาในการสร้างงาน โดยที่มองว่า
ในสภาพสังคมเราจริงๆ ก็มีพวกเปรตที่แอบแฝงอยู่ในสังคม ที่คอยหาผลประโยชน์
หาความเอารัดเอาเปรียบจากผู้อื่น และพระภิกษุสงฆ์ก็เป็น 1
ในนั้นด้วยที่มีคนที่ไม่ได้ตั้งใจเข้าไปบวชจริงๆ
ตั้งใจเข้าไปบวชเพื่อที่จะหาผลประโยชน์และทำให้ศาสนาของเรามัวหมอง
ผมก็เลยต้องแสดงออกโดยการเขียนรูปเพื่อเป็นการเตือนสติให้แก่คนในสังคมว่า
ถ้าเกิดคุณคิดไม่ดีหรือทำอะไรไม่ดีนะ ตายไปคุณต้องกลายเป็นเปรต
มีรูปลักษณ์อัปลักษณ์แบบนี้นะ เพราะฉะนั้นถ้าเกิดคุณเป็นอยู่
หรือว่าใครพบใครเห็นจะได้รู้ว่า อันนี้ไม่ใช่คนที่หวังดีกับศาสนา
อ.อนุพงษ์ ยืนยันด้วยว่า คำว่าภิกษุสันดานกา
ไม่ใช่ชื่อที่ตนตั้งขึ้นมาเอง แต่มีระบุอยู่แล้วในพระไตรปิฎก
ในหนังสือคำพยากรณ์ของพระพุทธเจ้า ตำราดูพระภิกษุ และตนขอยืนยันว่า
ภาพที่ตนเขียนขึ้นมา ไม่ใช่ภาพพระดีดีในสังคม
แต่ตนเขียนเปรตที่แอบแฝงอยู่ในผ้ากาสาวพัสตร์ เพื่อเตือนสติคนในสังคม
โดยสื่อภาพออกมาในเชิงสัญลักษณ์
ตามที่พระพุทธเจ้าได้ทรงเปรียบเทียบพระภิกษุลามกว่า มีนิสัยเหมือนกา 10
อย่าง ตนไม่ได้เจตนาจะลบหลู่ดูหมิ่นสงฆ์แต่อย่างใด
แต่เมื่อทำให้บางฝ่ายไม่พอใจ ตนก็ขออภัยด้วย
|
|
| พระสงฆ์บางส่วนนำโดย พระมหาโชว์ ทัศนีโย แกนนำสมัชชาชาวพุทธแห่งชาติฯ จี้ ม.ศิลปากรถอนรางวัลภาพภิกษุสันดานกาและงดแสดงภาพดังกล่าว |
|
 |
ผมไม่ได้เขียนภาพพระ ที่เป็นพระดีดี ผมเขียนเปรต
เปรตที่แอบแฝงอยู่ในผ้ากาสาวพัสตร์ เพื่อเตือนสติคน
พระพุทธเจ้าทรงเปรียบเทียบพระภิกษุลามก ว่ามีนิสัยเหมือนกา 10
อย่างด้วยกัน เป็นข้อเขียนเอาไว้
ผมก็เอาจากข้อเขียนตรงนี้มาแปลความหมายเป็นรูปภาพขึ้นมา
ผมจะใช้ในเชิงของสัญลักษณ์มากกว่า
รอยสักหรือการแย่งสายสิญจน์แย่งอะไรพวกนี้
มันเป็นสัญลักษณ์ของคนที่หลงผิดไปในทางไสยศาสตร์
ที่มันขวางแนวทางคำสั่งสอนทางพระพุทธศาสนาอยู่ จริงๆ
แล้วเรื่องพวกนี้มันไม่ใช่สิ่งที่สมควรจะพึงปฏิบัติหรือยึดติดกับเรื่องที่เป็นไสยศาสตร์พวกนี้
แล้วเรื่องพวกนี้มันก็มีอยู่จริง พระบางรูปสักเลขยันตร์ให้หวยอะไรต่างๆ
(ถาม-ลายสักรูปกบผสมพันธุ์กันและตุ๊กแกผสมพันธุ์กัน ต้องการสื่อว่า?)
ผมว่ามันเป็นเชิงสัญลักษณ์มากกว่าของคนที่มัวเมาอยู่ในกิเลสตัณหาราคะต่างๆ
ที่สื่อหรือแสดงออกมาด้วยรูปที่เป็นรอยสัก
(ถาม-รู้สึกยังไงเมื่อเกิดกระแสประท้วงจากพระสงฆ์กลุ่มหนึ่ง?) จริงๆ
แล้วผมก็ไม่ได้คาดคิดว่ามันจะเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้น
งานของผมก็ทำมาหลายปีแล้ว ก็เผยแพร่ไปตามสื่อต่างๆ ก็มาก
แต่ถ้ามันเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้น
ผมก็ต้องขออภัยหรือขอโทษกับคนบางกลุ่มจริงๆ ว่า
ผมมิได้มีเจตนาที่จะลบหลู่พระสงฆ์หรือจะทำลายพระพุทธศาสนา
ผมก็มีความหวังดีเกี่ยวกับสถานการณ์ที่มันเกิดขึ้นจริงๆ
สิ่งที่ผมทำได้ก็คือ การเขียนรูป
เพราะศิลปะก็คือกระจกที่สะท้อนความเป็นจริงของสังคม
เพื่อจะให้คนในสังคมได้ตระหนัก ได้คิดได้ไตร่ตรองว่า
ความจริงที่มันเกิดขึ้นเนี่ย ทำไมเราไม่หางทางช่วยกันแก้ไข
หรือถ้าเกิดคนที่เป็นอยู่ ทำไมไม่กลับเนื้อกลับตัวหรือกลับใจต่างๆ
เหล่านี้ คือผลของศิลปะมันไม่ใช่แค่เราเห็นภาพ แล้วเรามองภาพแค่ชั้นเดียว
มันมีนัยยะอื่นๆ แฝงอยู่
ส่วนการประท้วงของพระสงฆ์บางกลุ่มครั้งนี้ จะทำให้ อ.อนุพงษ์ถอดใจ
ไม่กล้าเขียนภาพด้านลบเกี่ยวกับวงการสงฆ์อีกหรือไม่นั้น อ.อนุพงษ์ บอกว่า
คิดว่าคงไม่ เพราะทุกคนควรจะยอมรับความจริง ไม่ควรปกปิดความจริงนั้นไว้
และส่วนตัวแล้วมองว่า ประชาชนหรือฆราวาสทุกคนควรรู้ทันสงฆ์ด้วยซ้ำ
เพื่อจะได้เป็นหูเป็นตาและช่วยกันดูแลพระพุทธศาสนาของเรา
ด้าน ผศ.ญาณวิทย์ กุญแจทอง
รักษาราชการแทนรองอธิการบดีฝ่ายศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร
ได้ประชุมคณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกและตัดสินรางวัลการประกวดศิลปกรรมแห่งชาติ
ครั้งที่ 53 เมื่อวันที่ 28 ก.ย.ที่ผ่านมา
เพื่อพิจารณาข้อเรียกร้องของพระสงฆ์ที่ไม่พอใจภาพภิกษุสันดานกา
โดยได้ข้อสรุปว่า คณะกรรมการจะไม่ถอนรางวัลดังกล่าวคืน
เพราะงานชิ้นนี้มีคุณค่า พร้อมทั้งเห็นว่า
ควรให้จัดแสดงภาพดังกล่าวในงานนิทรรศการศิลปกรรมฯ
ต่อไป(งานจะมีถึงสิ้นเดือน ต.ค.) แต่ในขณะเดียวกันคณะกรรมการฯ
จะรับฟังความเห็นของหลายๆ
ฝ่ายต่อเรื่องนี้อีกครั้งว่าเห็นด้วยหรือไม่กับการจัดแสดงภาพดังกล่าว
คณะกรรมการของเราในฐานะที่เป็นกรรมการผู้จัดงานนี้ก็ยืนยันว่า
งานชิ้นนี้มีคุณค่าและศิลปินมีเจตนาที่ดี ก็ยังให้แสดงต่อไปในนิทรรศการฯ
แต่เราอยากจะ เพื่ออยากจะสอบถามผู้รู้ ปราชญ์ ราชบัณฑิต
และผู้ทรงคุณวุฒิต่างๆ ที่มีความรู้ทางศาสนาที่มีคนเคารพหลายๆ ท่าน
นอกจากกลุ่มศิลปะ แล้วก็อยากสัมภาษณ์ รัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรม
อธิบดีกรมการศาสนา ว่าจะมีความเห็นอย่างไรบ้างเกี่ยวกับเรื่องนี้
แล้วเราจะสรุปรวมเป็นเล่ม และจัดพิมพ์ แล้วเสนอว่า นี่คือทัศนคติ
ข้อคิดเห็น เราอยากดูความเห็นหลายๆ ฝ่าย กลุ่มผู้ประท้วงแน่นอนไม่เห็นด้วย
แต่ยังมีพระอาจารย์อีกหลายท่านที่เห็นด้วยกับศิลปิน และยังบอกว่า
ผลงานชิ้นนี้เป็นชิ้นที่ดี เหมาะสมได้รางวัล แต่ยังไม่ดีเท่าสมัยโบราณ
โบราณเขียนแรงกว่านี้ ศิลปินยังแรงไม่พอ
นี่เป็นศิลปินท่านหนึ่งที่ให้สัมภาษณ์ และยังบอกว่า แม้แต่รางวัลนี้
ทางกรมศาสนาน่าจะทำมาจากทองคำมอบให้ศิลปินด้วยซ้ำ
โปสเตอร์ที่ออกมาก็น่าจะเป็นโปสเตอร์ที่ จริงๆ
น่าจะทำเป็นหนังสือเป็นเรื่องเกี่ยวกับในพระไตรปิฎก ให้คนเข้าใจว่า
อันนี้คือสิ่งที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้
|
|
| อนุพงษ์ จันทร เจ้าของภาพเขียน ภิกษุสันดานกา ยืนยัน ไม่ได้เจตนาหมิ่นสงฆ์ พร้อมขออภัยถ้าทำให้บางฝ่ายไม่พอใจ. |
|
 |
อย่างไรก็ตาม อ.ญาณวิทย์ บอกว่า
หากผลการรวบรวมความเห็นของฝ่ายต่างๆ พบว่า
ส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับภาพภิกษุสันดานกา ทางคณะกรรมการฯ
ก็จะงดการแสดงภาพดังกล่าวในงานศิลปกรรมการฯ
แล้วนำมาเก็บไว้ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร และหากผู้ใดสนใจต้องการชม
ก็คงต้องทำหนังสือแจ้งความประสงค์ก่อน
ลองไปฟังมุมมองของบางฝ่ายในสังคมกันบ้างว่า
รับได้หรือไม่กับภาพภิกษุสันดานกา
และรู้สึกอย่างไรที่มีพระสงฆ์บางกลุ่มออกมาเคลื่อนไหวไม่พอใจภาพดังกล่าว
เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
ศิลปินแห่งชาติ และกวีซีไรต์คนแรกของไทย มองว่า
การประท้วงภาพดังกล่าวเป็นเรื่องปกติของผู้ที่ออกแนวอนุรักษ์มากๆ
เพราะอาจรู้สึกว่าภาพนี้บาดหูบาดตาหรือบาดใจ และอาจรู้สึกว่า
งานศิลปะเป็นงานที่ประจาน ทำให้รู้สึกไม่สบายใจ
และกลุ่มอนุรักษ์แบบนี้ก็จะคิดอย่างนี้ตลอดเวลา
เมื่อใดก็ตามที่มีภาพที่ไม่ดีหรือภาพด้านลบ กลุ่มนี้ก็จะคิดอย่างนี้ตลอด
ซึ่งส่วนตัวแล้วมองว่า
หากเราให้ความสำคัญกับความจริงที่ศิลปินถ่ายทอดออกมา
เราก็จะเห็นว่าภาพภิกษุสันดานกาเป็นเรื่องจริงที่ปรากฏอยู่ในพุทธศาสนาอยู่แล้ว
ซึ่งควรส่งผลให้เกิดการแก้ปัญหาในหมู่พระภิกษุ
ไม่ใช่ไปโทษศิลปินที่ออกมากระตุ้นเตือนสิ่งเหล่านี้
ในด้านของความเป็นจริง ผมว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดามาก
เพราะมันปฏิเสธไม่ได้ว่านี่คือความจริงที่ปรากฏอยู่ในวงการพุทธศาสนาเรา
และ(เรื่องจริง)มันยิ่งไปกว่านี้ด้วยซ้ำไป เพราะความเละเทะต่างๆ ข่าวต่างๆ
มันปรากฏทุกเมื่อเชื่อวัน
ทำไมผู้อนุรักษ์เหล่านั้น(พระสงฆ์-ฆราวาสที่ออกมาประท้วงครั้งนี้)ไม่ออกมาแก้ไข
หรือมาโจมตีเหมือนกับลักษณะนี้ อีกประการหนึ่งว่าด้วยข้อเท็จจริงแล้ว
ไปดูในพระสูตรจะมีภิกษุที่เป็นอลัชชี หรือภิกษุที่เป็นต้นอาบัติต่างๆ
เหล่านี้ มีความชั่วร้ายเยอะแยะมากมายเลย ท่านยกขึ้นมาเพื่อให้เห็นว่า
ภิกษุไม่พึงเป็นอย่างนี้ เหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดามากเป็นเรื่องปกติ
ในพระสูตรก็มี ภิกษุสันดานกานี่ก็เข้าใจว่าเป็นคำมาจากในพระสูตรนั่นเอง
เพียงแต่ว่าปัจจุบันนี้ถ่ายทอดมาให้ดูอย่างนี้
มันเหมือนกับภาพนรกภาพอะไรที่เป็นภาพผนังในโบสถ์ ก็มีภาพอย่างนี้
ผมเห็นเป็นเรื่องปกติธรรมดา
ที่ศิลปินมีสิทธิที่จะถ่ายทอดความเป็นจริงและความรู้สึกของเขาออกมาเป็นเรื่องปกติ
เพียงแต่ว่าคนที่ไม่เข้าใจเรื่องเหล่านี้เขาโวยวายกันไป
(ถาม-คณะสงฆ์ที่เรียกร้องบอกว่า ไม่ได้ ต้องถอนรางวัลคืน
ต้องงดจัดแสดงภาพนี้?) ไปละเมิดสิทธิของสถาบันการให้รางวัลศิลปะไม่ได้หรอก
เพราะมันไม่ใช่หน้าที่ ผู้พิทักษ์ต้องไปแก้ที่ต้นเหตุ
ไปแก้อาบัติสงฆ์ต่างๆ เหล่านี้ให้ได้ ต้องไปทำตรงนั้น
เริ่มปรากฏประจักษ์มาแล้ว ถ้าไม่มีมูลฝอย มันจะเกิดไฟได้อย่างไร
มันมีเหตุอยู่แล้ว อย่างน้อยผมว่าภาพนี้มีอิทธิพล
ทำให้คนได้รู้สึกอย่างนี้ ไม่ควรจะมาโทษศิลปินหรือมาโทษภาพ
ควรจะไปโทษเหตุการณ์หรือสถานการณ์หรือภาวการณ์หรือปรากฏการณ์ที่มันเป็นอยู่ในสังคม
ช่วยกันไปแก้ไขตรงนั้นมากกว่า ศิลปินได้มากระตุ้น
เอาเข็มมาเขี่ยให้รู้สึกกับเนื้อที่ด้านหนาเหล่านี้ จะไปโทษเข็มได้อย่างไร
เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ยังชี้ด้วยว่า สิ่งที่ไม่ดีมีอยู่ในทุกวงการ
วงการสงฆ์ก็เช่นเดียวกัน ดังนั้นปัญหาที่เกิดขึ้นครั้งนี้
น่าจะนำไปสู่การสังคายนาพุทธรรมเสียทีว่า พุทธรรมคืออะไร?
ไม่ใช่หลงอยู่ในระบบความเชื่อ เรื่องค่านิยมหรือวัฒนธรรมของสังคมเท่านั้น
เพราะเรื่องของพุทธรรมอยู่เหนือกว่านั้น ซึ่งถ้าเข้าใจก็ไม่มีปัญหา
แต่ถ้าไม่เข้าใจก็จะมีปัญหาอยู่ร่ำไป และถ้ายิ่งไม่เข้าใจ
แถมไม่ยอมให้ใครมาแตะด้วยแล้ว
ก็คงไม่ต่างอะไรกับน้ำเน่าเขาวงกตอยู่กับที่
ด้าน พระราชธรรมนิเทศ หรือพระพยอม กัลยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว
มองกรณีที่พระสงฆ์บางกลุ่มประท้วงภาพภิกษุสันดานกาว่า ทุกอย่างในโลกนี้
ไม่ว่าใครทำอะไรขึ้นมา ย่อมมีคนอยู่ 3 พวก 1.พวกที่เห็นด้วยชื่นชม
2.พวกที่คัดค้านไม่เห็นด้วย และ 3.พวกที่รู้สึกเฉยๆ ไม่รู้หนาวรู้ร้อน
ทั้งนี้ พระพยอม ยืนยันว่า
เรื่องของภิกษุสันดานกาเป็นสิ่งที่มีอยู่ในคำสอนของพระพุทธเจ้าอยู่แล้ว
เพียงแต่ครั้งนี้ ศิลปินนำคำสอนมาถ่ายทอดเป็นภาพ ซึ่งถือว่า ภาพเพียง 1
ภาพสามารถให้ความชัดเจนได้มากกว่าคำพูดเป็นร้อยๆ คำ
ดังนั้นหากใครได้อ่านพระไตรปิฎกก็จะเข้าใจ ไม่เดือดร้อนกับภาพดังกล่าว
พระพยอม ยังเตือนสติด้วยว่า ถ้าพระบ้านเราหน้าบางและมีหิริโอตัปปะ
คงจะรู้สึกละอายต่อการทำบาป
ดังเช่นที่บาปของภิกษุสันดานกาที่ปรากฏในภาพเขียน
ที่จริงเนี่ย มันมีตัวคำสอนอยู่แล้ว คำเตือนอยู่แล้ว
แต่มันเป็นคำพูด เป็นหนังสือ แต่คราวนี้เปลี่ยนจากหนังสือมาเป็นภาพ
เขาก็มีคำพูดกันไว้ว่า คำสอนเนี่ย บางที พูด 100 คำไม่เท่ากับภาพๆ หนึ่ง
การที่ภาพออกมาของศิลปินคนนี้
คือสะท้อนมาตรงจังหวะช่วงพระทำเครื่องลางของขลังปลุกเสกลงเลขลงยันตร์อะไรอย่างนี้
ก็แหมมองดูแล้วก็แน่นอน ก็เป็นทั่วไปตามจิตสำนึกอย่างที่เรารู้สึกกันน่ะ
ก็คงจะรับไม่ได้เป็นธรรมชาติ คนที่เขาไม่ทำหรือพระที่ไม่ทำ
พระที่เคยอ่านอย่างนั้นมาก่อน อ่านมาหลายเที่ยว อาตมานี่อ่านหลายสิบเที่ยว
หนังสือขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ของหลวงพ่อพุทธทาสเนี่ย ท่านเขียนไว้เยอะแยะ
ตำราดูพระ คุณปุ่น จงประเสริฐ เอามาแปลเยอะแยะ ไม่มีปัญหา
เพราะมีอยู่ในพระไตรปิฎก
มีอยู่ในบทความที่พระพุทธเจ้าได้เปรียบเทียบอย่างโน้นอย่างนี้
แล้วก็มีลักษณะของอีกากี่อย่าง มีอะไรตะกละตะกลาม เขาก็มีอยู่
ถ้าคนเคยอ่าน จะไม่มีปัญหา (ถาม-เพราะฉะนั้นพระคุณเจ้าไม่ได้มองว่า
ภาพนี้ดูหมิ่นสงฆ์ ไม่เหมาะสม ลามกอนาจาร?) แสดงว่าไม่ฟังคนที่ทำ
เขาก็มีเกียรติเหมือนกันนะคณะกรรมการที่เขาตัดสิน เขาก็มีวิจารณญาณ
เขาก็รู้สถานการณ์ว่ามันเป็นอย่างไรในสังคมข่าวคราวเยอะแยะในลักษณะอย่างภาพเนี่ย
ที่จริงมันเป็นตัวหนังสือมาตั้งนานเนแล้ว ทำไมไม่เดือดร้อนกัน พอมาเป็นภาพ
ทำไมเดือดร้อน ...บางทีเขาบอกว่า สายตากผ้าในเมืองนรก
และที่เป็นผ้าจีวรของภิกษุลามกที่ตกนรก สายเนี่ยเส้นเท่าต้นลำตาล แล้ว 15
วัน 7 วันเนี่ยขาดที แสดงว่าในสมัยโน้น
คนสมัยโน้นเขายังกลัวบาปกลัวกรรมกันมากกว่านี้ เขาก็ยังสะท้อนภาพอย่างนี้
เรื่องราวอย่างนี้ ให้รู้ว่าก็มีคนลามก คนเลว
ทุกสถาบันทุกองค์กรเข้ามาแอบแฝงอยู่
แล้วพอตายตกนรกเพราะไปทำกรรมบาปกรรมเลว เขาก็มีบอกมีเล่ามีกล่าวไว้เยอะแยะ
ไม่เห็นจะมีปฏิกิริยาอะไร ...ถ้าหากว่าพระเราหน้าบาง มีหิริโอตัปปะ
หนาวร้อนละอายต่อการทำบาปก็ดี เพราะบางทีไปทำเรื่องอย่างอื่นกัน
ไม่ค่อยรู้ร้อนรู้หนาวกัน บางทีไปหลงใหลปลุกเสกกัน
นั่นน่าจะรู้สึกละอายมากกว่านี้ เขาก็สะท้อนภาพสักยันตร์ทำอะไรต่างๆ
ไว้ในภาพน่ะ
พระพยอม
ยังแนะด้วยว่า ทั้งฝ่ายศิลปินที่เขียนภาพภิกษุสันดานกาขึ้นมา
และฝ่ายพระสงฆ์บางกลุ่มที่ประท้วงไม่พอใจภาพดังกล่าว
ควรจะใช้ประโยชน์จากสิ่งที่เกิดขึ้น
โดยศิลปินเองก็ควรจะชี้แจงที่มาและเหตุผลของภาพดังกล่าวให้ชัดเจน
ส่วนฝ่ายพระสงฆ์ที่คัดค้านก็ต้องรับฟังเหตุผลด้วย ทำจิตใจให้กว้าง
อย่าตั้งหน้าตั้งตาค้านกระทั่งเสียประโยชน์ด้วยกันทุกฝ่าย หาไม่แล้ว
ฝ่ายศิลปินที่คิดจะผลิตภาพขึ้นมาเพื่อเตือนสติผู้คนในสังคมก็จะไม่กล้าผลิตอีก
ส่วนฝ่ายพระสงฆ์ที่คัดค้านก็จะไม่มีใครมาเตือนใจหรือสะกิดใจให้ละอายชั่วกลัวบาปกันอีก
แล้วจะมีประโยชน์อะไร ที่จะทำให้เรื่องนี้จบลงเช่นนั้น!!
เรื่อง....อมรรัตน์ ล้อถิรธร
|