2007-Oct-11 - หลวงพ่อปัญญา มรณภาพ สิ้นนักรบธรรม
พุทธศาสนิกชนสุดเศร้าสลด
เมื่อวงการสงฆ์ไทย
ต้องสูญเสียพระอริยสงฆ์ที่นับเป็นการสูญเสียเสาหลักของพระพุทธศาสนาครั้งยิ่งใหญ่
เมื่อพระพรหมมังคลาจารย์ หรือหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ
แห่งวัดชลประทานรังสฤษฏ์อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี
ได้ละสังขารอย่างสงบเมื่อเช้าวันที่ 10 ต.ค.
ทั้งนี้ เมื่อเวลา 09.00 น. ที่หออภิบาลอายุรศาสตร์ ห้องซีซียู ชั้น 3
ตึกอัษฎางค์ รพ.ศิริราช พระพรหมมังคลาจารย์ หรือหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ
เจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษฏ์ ได้มรณภาพลงอย่างสงบ ด้วยโรคปอดอักเสบ
และไตวายเฉียบพลัน สิริรวมอายุ 96 ปี 5 เดือน 76 พรรษา
โดยทันทีที่ศิษยานุศิษย์ทราบข่าว ต่างร่ำไห้
และมารอกราบสรีระสังขารของหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ
ที่ด้านหน้าห้องซีซียูกันจำนวนมาก
แต่โรงพยาบาลไม่สามารถให้เข้าไปในห้องไอซียูได้
ให้แต่ญาติสนิทและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าไปรับสรีระสังขารเท่านั้น
จากนั้น เวลา 10.45 น.
โรงพยาบาลได้เคลื่อนสรีระสังขารหลวงพ่อปัญญาฯไปฉีดฟอร์มาลิน
ก่อนเคลื่อนไปไว้ที่ศาลาพิธีศพ ตึกอดุลยเดชวิกรม
รอรถพยาบาลจากโรงพยาบาลชลประทาน จ.นนทบุรี มารับไปยังโรงพยาบาลชลประทาน
ในเวลา 12.10 น.
นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา ผอ.โรงพยาบาลศิริราช
แถลงถึงสาเหตุการมรณภาพของหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ ว่า
หลวงพ่อเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลศิริราชตั้งแต่ วันที่ 1 ต.ค.
ด้วยอาการหน้ามืด วูบ และแน่นหน้าอก
ก่อนหน้านี้หลวงพ่อปัญญาฯเคยมีอาการหลอดเลือดหัวใจตีบมาก่อน
และเคยรับการถ่างขยายหลอดเลือดด้วยวิธีบอลลูนมาแล้ว
เมื่อมาถึงโรงพยาบาลศิริราช
ทีมแพทย์ได้วินิจฉัยอาการพบว่ามีอาการกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
เนื่องมาจากหลอดเลือดหัวใจตีบตัน ต่อมาในวันที่ 6 ต.ค.
หลวงพ่อปัญญาฯมีอาการไอ มีเสมหะ และมีการติดเชื้อในปอด
การทำงานของไตเริ่มแย่ลง ทำให้การให้ยาปฏิชีวนะ
เพื่อรักษาอาการปอดติดเชื้อขาดประสิทธิภาพ เมื่อไตทำงานแย่ลง
ประกอบกับหลวงพ่อปัญญาฯมีอายุมาก จึงทำให้เกิดภาวะไตวายเฉียบพลัน
ส่งผลให้เกิดหัวใจหยุดเต้นไปหนึ่งครั้ง เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 9 ต.ค.
ทีมแพทย์ได้ทำการช่วยชีวิตไว้ได้ แต่ต่อมาช่วงเช้าวันที่ 10 ต.ค.
อาการยังไม่ดีขึ้น ส่งผลให้การเต้นของหัวใจหยุดลงอีก กระทั่งมรณภาพในเวลา
09.00 น. ของวันที่ 10 ต.ค.
พระครูพิมลสรกิจ พระเลขานุการของหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ กล่าวว่า
จะมีพิธีพระราชทานน้ำหลวงสรงศพ ในวันที่ 12 ต.ค. เวลา 17.00 น.
ที่วัดชลประทาน�รังสฤษฏ์ เนื่องจากในวันที่ 11 ต.ค. เป็นวันพระ พระผู้ใหญ่
ของวัดต้องปฏิบัติศาสนกิจ ทั้งนี้ หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ
เริ่มมีอาการตั้งแต่วันที่ 30 ก.ย. โดยมีอาการแน่นหน้าอก
และสำลักขณะฉันเพล จึงนำส่งโรงพยาบาลศิริราช ในช่วงเช้าของวันที่ 9 ต.ค.
หลวงพ่อยังคุยได้ตามปกติ แต่พอช่วงบ่ายมีอาการซึมจนมรณภาพในที่สุด
หลวงพ่อท่านมีความเป็นห่วงเรื่องการสร้างอุโบสถกลางน้ำให้กับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
(มจร.) วิทยาเขตวังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา มาก
ท่านบอกว่าจะทำงานชิ้นนี้เป็นชิ้นสุดท้าย ถึงขนาดที่ท่านบอกเลยว่า
จะอยู่ถึง 100 ปี และจะไม่ยอมตายหากยังสร้างไม่เสร็จ
ขณะนี้การดำเนินการคืบหน้าไปมากแล้ว การมรณภาพของท่าน
ลูกศิษย์ทุกคนตกใจมาก
ต่อมาเวลา 12.45 น. รถตู้โตโยต้า หมายเลขทะเบียน กบ 5567
ซึ่งเป็นรถพยาบาลของหน่วยกู้ชีพ รพ.ชลประทาน
นำสรีระสังขารหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ มาถึงอาคาร 80 ปี ปัญญานันทะ
รพ.ชลประทาน มีคณะแพทย์ พยาบาลและประชาชน ยืนเข้าแถวรอเคารพศพจำนวนมาก
โดยสภาพหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ มีลักษณะคล้ายคนนอนหลับ
เจ้าหน้าที่ได้นำสรีระสังขารของหลวงพ่อขึ้นไปยังห้อง 401 ชั้น 4 อาคาร 80
ปี ปัญญานันทะ ซึ่งเป็นห้องพิเศษเฉพาะสำหรับหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ
มาเข้าพัก ในช่วงที่เข้ารับการรักษาพยาบาลที่ รพ.ชลประทาน
มีบรรดาญาติและศิษยานุศิษย์ใกล้ชิด เข้ากราบศพของหลวงพ่อฯ รวมทั้ง
พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์
ที่เดินทางมาช่วยดูแลเรื่องการเก็บสรีระสังขารของหลวงพ่อ
โดยทางโรงพยาบาลได้จัดสถานที่ลงนามไว้อาลัยหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ
ที่บริเวณห้องโถงชั้นล่างของอาคาร 80 ปี ปัญญานันทะ ตั้งแต่บัดนี้ไปจนถึง
20.00 น. ของวันที่ 11 ต.ค.นี้
โดยอนุญาตเฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้องใกล้ชิดเท่านั้น ที่
จะสามารถขึ้นไปยังห้องเก็บสรีระสังขารของหลวงพ่อได้
นพ.อุทัย สุภาพ ผอ.รพ.ชลประทาน กล่าวว่า
ห้องที่เก็บสรีระสังขารของหลวงพ่อ เป็นห้องเฉพาะที่จัดไว้
สำหรับเวลาที่หลวงพ่อมารักษาตัวโดยเฉพาะ ไม่เปิดให้ผู้ป่วยอื่นเข้าพัก
เพราะท่านเมตตากับโรงพยาบาลมาก อุปถัมภ์มาโดยตลอด
ในช่วงหลังไตของท่านไม่ค่อยดีผลตรวจเลือดก็ค่อนข้างจะมีหลายระบบที่เป็นปัญหา
เพราะท่านอายุมากแล้ว ท่านจะถามเสมอว่า รพ.ขาดอะไรหรือไม่
รพ.ก็ไม่อยากรบกวน อย่างหมอที่ รพ.นี้ ท่านจะให้ทุนไปเรียนต่างประเทศ
เพื่อศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมตลอด ทั้งนี้
รพ.จะเคลื่อนสรีระสังขารของหลวงพ่อไปยังศาลาขจรประศาสน์ วัดชลประทานฯ
ในช่วงเช้า วันที่ 12 ต.ค. เพื่อให้ลูกศิษย์และประชาชนทั่วไปเข้าเคารพศพ
โดยในช่วงนี้
ประชาชนสามารถโทรศัพท์สอบถามรายละเอียดการเคารพศพของหลวงพ่อได้ที่ โทร.
0-2583-8845 และ 0-2583-6457
นายสังสรณ์ เสน่ห์เจริญ อายุ 76 ปี หลานปู่ของหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ
และติดตามหลวงพ่อมาตั้งแต่อายุ 3 ขวบ เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ประมาณ 3 วัน
ได้ไปเยี่ยม หลวงปู่ที่ รพ.ศิริราช หลวงปู่รู้สึกตัวดีไม่มีอาการเลื่อนลอย
ยังพูดติดตลกว่า มียมบาลมาหาและยมบาลบอกว่า
พระรุ่นเดียวกับท่านไม่มีใครอยู่แล้ว เหลือท่านอยู่องค์เดียว
พระเทพปริยัติเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษฏ์ กล่าวว่า
ได้เตรียมการจัดพิธีศพของหลวงพ่อ
โดยประสานกับสำนักพระราชวังและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
เจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่จะต้องดูเรื่องของการอำนวยความสะดวก
เรื่องการจราจรและที่จอดรถ การมรณภาพของหลวงพ่อเป็นเรื่องที่กะทันหัน
เพราะท่านเพิ่งเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา
ทั้งนี้จะมีพิธีพระราชทานน้ำหลวงสรงศพ ในวันที่ 12 ต.ค. เวลา 17.00 น.
โดยในช่วงเช้าจะเปิดให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าเคารพศพของหลวงพ่อ ตั้งแต่เวลา
09.00 น. เพราะหลวงพ่อไม่ใช่เป็นพระวัดชลประทานฯเท่านั้น
แต่ท่านเป็นพระของประชาชนด้วย ส่วนพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมศพ
หลังจากครบกำหนดการสวดพระอภิธรรมในพระบรมราชานุเคราะห์ 7 วันแล้ว
คงจะเป็นการจัดพิธีที่ยึดหลักคำสอนของหลวงพ่อ คือ ประหยัด เรียบง่าย
ได้ประโยชน์ ซึ่งคงจะเป็นการจัดพิธีศพตามรูปแบบของวัดชลประทานฯ คือ
เริ่มพิธีเวลา 19.00 น. ทุกวัน มีเทศน์ 1 ธรรมาสน์
จากนั้นเป็นการสวดพิธีธรรมศพ 1 จบ เป็นอันเสร็จพิธี
โดยงานพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมศพหลวงพ่อ คงจะมีต่อเนื่องกว่า 100 วัน
และถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ขอให้งดพวงหรีด โดยเฉพาะพวงหรีดที่เป็นโฟม
แต่จะทำบุญหรือบริจาคอะไรนั้นเป็นศรัทธาของญาติโยม
ผู้สื่อข่าวถามว่า หลวงพ่อปัญญาฯ ได้ทิ้งพินัยกรรมอะไรไว้หรือไม่
พระเทพปริยัติเมธีกล่าวว่า ไม่มีพินัยกรรมอะไรทั้งนั้น
เพราะหลวงพ่อไม่สะสมอะไร ท่านไม่มีบัญชีเงินฝากส่วนตัว
ไม่มีเงินส่วนตัวแม้แต่บาทเดียว
ปัจจัยที่ญาติโยมถวายมาท่านจะนำเข้าวัดทั้งหมด
ไม่เคยนำเข้าย่ามเลยแม้แต่แดงเดียว แต่ถ้าถามถึงมรดกทางธรรมที่ท่านทิ้งไว้
คงเป็นปรัชญาชีวิตของหลวงพ่อ 5 ประการ นั่นก็คือ คิดดี พูดดี ทำดี คบคนดี
และไปในสถานที่ที่ดี และว่าขณะนี้วัดเตรียมจัดทำซีดีเทศนาธรรม
ซึ่งหลวงพ่อมีมากกว่า 5,000 กัณฑ์ รวมถึงเอกสารงานพิมพ์งานเขียนต่างๆด้วย
หลวงพ่อท่านตายด้วยและไม่ตายด้วย ตาย คือ ท่านละสังขาร
ซึ่งก็เป็นธรรมดาของการเกิดดับ แต่ที่ไม่ตาย คือ
คำสอนของท่านที่จะอยู่ไปอีกเป็นร้อยเป็นพันปี นั่นคือ หลวงพ่อยังอยู่
ยังไม่ตาย
ขณะที่นางจุฬารัตน์ บุณยากร ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
กล่าวถึงการมรณภาพของหลวงพ่อปัญญาฯ ว่า
ถือเป็นการสูญเสียพระผู้ใหญ่ในวงการพระสงฆ์
ซึ่งเป็นพระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ แม้จะอายุมาก
แต่โดยสติปัญญายังให้หลักธรรมได้ตลอดเวลาและคำสอนยังเป็นหลักดำเนินชีวิตได้เป็นอย่างดี
ส่วนนายสด แดงเอียด อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวว่า
หลวงพ่อเป็นปูชนียบุคคลของประเทศ เป็นพระนักเทศน์ นักปฏิบัติ
เป็นดวงประทีปทางปัญญาของชาวพุทธดวงหนึ่งที่มีแสงสว่างมานานมาก
จากประวัติท่านอุทิศตนเพื่อพระพุทธศาสนามาแต่เยาว์วัย
และมุ่งมั่นเป็นทายาทของพระพุทธองค์มาโดยตลอด เป็นครูพระที่เทศน์ไม่หยุด
แม้จะเจ็บป่วยก็ไม่หวั่นไหว
ขณะที่นายสมชาย สุรชาตรี โฆษกสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กล่าวว่า
สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
ได้ประสานขอพระราชทานน้ำหลวงสรงศพหลวงพ่อปัญญาฯ จากสำนักพระราชวังแล้ว
โดยจะมีพิธีพระราชทานน้ำหลวงสรงศพในวันที่ 12 ต.ค.นี้ เวลา 17.00 น.
ที่วัดชลประทานฯ ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานโกศ 8 เหลี่ยม พร้อมเครื่องประกอบพิธีศพ
สมแก่ฐานานุรูปของหลวงพ่อปัญญาฯ ซึ่งเป็นพระชั้นรองสมเด็จพระราชาคณะ
นายวิจิตร ศรีสอ้าน รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า
กระทรวงคงต้องหารือกับทางคณะสงฆ์และวัดชลประทานฯ ก่อน
ส่วนจะมีการเสนอต่อยูเนสโก ให้ประกาศยกย่องหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ
เป็นบุคคลสำคัญของโลก เหมือนท่านพุทธทาสภิกขุหรือไม่นั้น
เป็นเรื่องที่ทำได้ เพราะหลวงพ่อปัญญาฯเป็นพระรูปหนึ่ง
ที่อยู่ในฐานะที่น่าจะได้รับการพิจารณาจากยูเนสโก
แต่การเสนอชื่อคงไม่ใช่ในตอนนี้
คงต้องให้งานพระราชทานเพลิงศพผ่านพ้นไปก่อน
ส่วนการก่อสร้างพระอุโบสถกลางน้ำ
ของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) ซึ่งหลวงพ่อปัญญานันทะ
รับเป็นประธานการก่อสร้างนั้น ผศ.ดร. ชาติชาย พิทักษ์ธนาคม
รองอธิการบดีฝ่ายกิจการทั่วไป กล่าวว่า
ขณะนี้การก่อสร้างดำเนินการไปเกินกว่า 50% แล้ว
คาดว่าทุกอย่างจะแล้วเสร็จในเดือน ก.ย.2551 ปัญหาไม่ใช่เรื่องของปัจจัย
เพราะหลวงพ่อได้เตรียมปัจจัยไว้หมดแล้ว ประมาณ 150 ล้านบาท
แต่เป็นเรื่องของขั้นตอนรายละเอียดการก่อสร้าง
สำหรับประวัติพระพรหมมังคลาจารย์
หรือ หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ มีนามเดิมว่า ปั่น เสน่ห์เจริญ
เกิดเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ.2454 ที่ ต.คูหาสวรรค์ อ.เมือง จ.พัทลุง
มีชื่อเล่นว่า ขาว เป็นบุตรนายวัน-นางคล้าย เสน่ห์เจริญ
มีพี่น้องร่วมบิดามารดา 5 คน ท่านเป็นบุตรคนที่ 4 มีพี่สาว 2 คน พี่ชาย 1
คน น้องสาว 1 คน ชีวิตในวัยเด็กเข้าศึกษาชั้น ป. 1
ที่โรงเรียนประจำอำเภอเมือง จ.พัทลุง เมื่อปี พ.ศ.2462 เรียนจบชั้น ป. 3
ซึ่งเป็นชั้นสูงสุดในการศึกษาสมัยนั้น
แล้วย้ายไปศึกษาต่อชั้นมัธยมที่โรงเรียนประจำจังหวัดพัทลุง ขณะเรียน ม. 4
ต่อได้ครึ่งปี บิดาป่วยทำให้ต้องลาออกมาช่วยเหลือครอบครัว
ขณะมีอายุ 18 ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณร ที่วัดอุปนันทาราม อ.เมือง
จ.ระนอง และเรียนนักธรรมไปพร้อมกัน โดยสอบนักธรรมตรีได้ที่ 1 เมื่ออายุ 20
ปี อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ที่วัดนางลาด อ.เมือง จ.พัทลุง ได้รับฉายาว่า
ปญฺญานนฺโท ระหว่างปี 2475-2476
หลวงพ่อเดินทางไปเผยแผ่พุทธศาสนาในต่างประเทศหลายประเทศ
จนได้ชื่อว่าเป็นพระสงฆ์รูปแรกของไทย
ที่เดินทางไปประกาศธรรมในภาคพื้นยุโรป พ.ศ. 2480
ท่านไปจำพรรษาที่สวนโมกขพลาราม อ.ไชย จ.สุราษฎร์ธานี
ได้ศึกษาและปฏิบัติธรรมกับท่านพุทธทาสและพระราชญาณกวี
อดีตเจ้าคณะจังหวัดชุมพร วัดขันเงิน
เป็นสามสหายธรรมร่วมงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาและหลักธรรมที่แท้จริงตามหลักคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจนได้รับการขนานนามว่าเป็น
นักรบธรรม
ในปี พ.ศ.2492 หลวงพ่อปัญญาฯ ได้รับการนิมนต์
ให้ไปจำพรรษาที่วัดอุโมงค์ จ.เชียงใหม่ และเริ่มแสดงธรรมทุกวันอาทิตย์
วันพระออกเทศน์ตามหมู่บ้านโดยรถยนต์ติดเครื่องขยายเสียงและเขียนเรื่องลงหนังสือพิมพ์
ชาวเหนือ จนมีชื่อเสียงขึ้นที่เชียงใหม่ ท่านจำพรรษาที่วัดอุโมงค์ นานถึง
11 ปี และยังเป็นประธานก่อตั้งพุทธนิคม จ.เชียงใหม่ ประธานมูลนิธิ
ชาวพุทธมูลนิธิ วัดอุโมงค์ (สวนพุทธธรรม)
ในยุคนี้เองที่หลวงพ่อได้ก่อตั้งมูลนิธิเมตตาศึกษา ที่วัด เจดีย์หลวง
ต.พระสิงห์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ และบำเพ็ญศีล
กิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมอีกมากมาย
ปี พ.ศ.2502 ม.ล.ชูชาติ กำภู อธิบดีกรมชลประทาน ในสมัยนั้น
มีความประทับใจในลีลาการสอนธรรมะแนวใหม่ของหลวงพ่อ
ระหว่างไปเยือนเชียงใหม่ จึงเกิดความ ศรัทธา
ขณะนั้นกรมชลประทานได้สร้างวัดชลประทานรังสฤษฏ์ ที่ ต. บางตลาด อ.ปากเกร็ด
จ.นนทบุรี จึงอาราธนาหลวงพ่อไปเป็นเจ้าอาวาสตั้งแต่ พ.ศ. 2503
จนถึงปัจจุบัน
หลวงพ่อเป็นพระสงฆ์รูปแรกที่กล้าในการปฏิรูปพิธีกรรมทางศาสนา
ของชาวไทยที่ประกอบพิธีกรรมหรูหรา ฟุ่มเฟือย โดยเปลี่ยนเป็นประหยัด
มีประโยชน์และเรียบง่าย
จนได้รับการขนานนามว่าเป็นพระผู้ปฏิรูปพิธีกรรมของชาวพุทธไทย
ทั้งยังเป็นผู้ริเริ่มการแสดงปาฐกถาธรรมวันอาทิตย์ ณ วัดชลประทานรังสฤษฏ์
อีกด้วย นอกจากนี้ยังได้ดำเนินการเผยแผ่พระพุทธศาสนา
โดยท่านได้ปฏิวัติรูปแบบการเทศนาแบบดั้งเดิม
ที่นั่งเทศนาบนธรรมาสน์ถือใบลาน
มาเป็นการยืนพูดปาฐกถาธรรมแบบปากเปล่าต่อสาธารณชน
พร้อมทั้งยกตัวอย่างเหตุผลร่วมสมัย ทันต่อเหตุการณ์
เป็นการดึงดูดประชาชนให้หันเข้าหาธรรมะได้เป็นอย่างมาก
หลวงพ่อเป็นพระมหาเถระผู้มีชื่อเสียงของประเทศไทย
ได้สร้างงานไว้มากมายทั้งด้านศาสนา สังคมสงเคราะห์ ตลอดจนงานด้านวิชาการ
จึงได้รับการเสนอชื่อให้เป็นผู้ได้รับรางวัลเกียรติคุณมากมาย
และเป็นประธานในการดำเนินกิจกรรม
ทั้งที่เป็นประโยชน์แก่พระพุทธศาสนาและสังคม
แม้ว่าคำสอนของหลวงพ่อจะเป็นคำสอนที่ฟังง่ายต่อการเข้าใจ
แต่ลึกซึ้งด้วยหลักธรรมและอุดมการณ์อันหนักแน่นในพระรัตนตรัย
ที่มา : http://www.thairath.co.th/offline.php?section=hotnews&content=64174
|