2007-Oct-17 - มหาชัย...เมืองมอญ หรือ 'เมียนมาร์ทาวน์'?
| คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น |
|
|
|
 |
พม่าบุก! แรงงานพม่ากำลังจะยึดเมืองไทย !
เสียงอื้ออึงทำนองนี้แพร่สะพัดไปทั่ว
ภายหลังจากที่สื่อบางฉบับนำเสนอข่าวกรณีที่แรงงานอพยพสัญชาติพม่า
ซึ่งเข้ามาตั้งรกรากและทำมาหากินในพื้นที่ อ.มหาชัย จ.สมุทรสาคร
จำนวนนับแสนคน คิดเป็นจำนวนกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรที่เป็นคนไทย
หน่วยงานด้านความมั่นคง
เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองในพื้นที่ต่างไม่อยู่นิ่งเฉย
มีการสุ่มตรวจและออกจับแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายไม่เว้นแต่ละวัน
ขณะที่อีกส่วนหนึ่งก็จับตามองความเคลื่อนไหวของ 'ชาวพม่า'
เหล่านี้อย่างใกล้ชิด
เพราะเกรงว่าอาจมีการใช้เมืองไทยเป็นฐานกำลังเพื่อเคลื่อนไหวเรียกร้องทางการเมือง
ต่อต้านรัฐบาลทหารพม่า
สถานการณ์ยิ่งดูสุ่มเสี่ยงแหลมคมยิ่งขึ้น
เมื่อมีการเปิดเผยข้อมูลว่า มีการตั้งตัวเป็น 'มาเฟีย'
ทั้งค้ายาเสพติดและแรงงานเถื่อนผิดกฎหมายในชุมชนแรงงานต่างด้าว
แม้กระทั่งบุคคลระดับรองนายก อบต. ก็ยังออกมาให้สัมภาษณ์ว่า
ทุกวันนี้คนไทยในพื้นที่ จ.สมุทรสาคร แทบไม่มีที่ยืน
หันไปทางไหนก็เห็นแต่คนต่างด้าว พูดจาภาษา 'พม่า' เกลื่อนถนนหนทางไปหมด
แม้กระทั่งวัดที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทยก็ยังถูก 'ยึด'
จนคนไทยไม่มีที่ทำบุญ ตอกย้ำความเชื่อที่ว่าพม่าจะมา 'ยึดเมือง'
ยิ่งขึ้นไปอีก
"หากไม่มีการจัดระเบียบโดยเร็วเชื่อแน่ว่าอีกไม่นานคนไทยคงไม่อยากอยู่ที่
จ.สมุทรสาคร เพราะวิถีชีวิตดั้งเดิมเปลี่ยนไปหมดแล้ว
แม้กระทั่งวัดวาอารามก็ยังถูกต่างชาติเข้าไปใช้ประกอบพิธีทางศาสนาแทนคนไทย
บางวัดมีต่างด้าวเข้าไปใช้สถานที่จัดงานวัดชาติด้วยซ้ำ
ไม่เข้าใจว่าทำไมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงปล่อยให้เป็นเช่นนี้"
(หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 24 กันยายน 2550)
ไม่ได้ปฏิเสธว่า ข้อมูลข้างต้นไม่เป็นความจริงเสียทั้งหมด
แต่ทว่ายังมีอีกด้านหนึ่งของมหาชัยที่ซุกซ่อนแง่มุมเล็กๆ
มากมายที่คนภายนอกไม่เคยเห็น หรืออาจจะมองข้ามไป
เพราะมัวตะลึงกับภาพใหญ่ที่ตกเป็นข่าว จนอาจละเลยความเป็น 'มนุษย์'
ที่มีมาก่อนคำว่ารัฐชาติหรือเผ่าพันธุ์เสียอีก
เปิดใจให้กว้าง...รับฟังเรื่องราวจากหลายแง่มุม แล้วค่อยตัดสินก็ยังไม่สาย
-1- มุมมองและอคติ
แม่น้ำท่าจีนปลายฤดูฝนไหลเอื่อย
เรือประมงหลายลำจอดเทียบท่าอยู่ริมฝั่ง
วิถีชีวิตผู้คนสองฟากลำน้ำต่างใช้เรือเป็นพาหนะสัญจรไปมาหาสู่
ตั้งแต่เรือพายลำเล็กเหมือนเช่นในอดีต ไปจนถึงเรือข้ามฟากลำใหญ่ในปัจจุบัน
ขณะที่มองดูเรือเหล่านั้น อดนึกไปถึงบทเพลงเก่าของชรินทร์ นันทนาคร
ที่เล่าถึงความรักของหนุ่มท่าฉลอมกับสาวมหาชัยที่มีแม่น้ำสายนี้คั่นกลางอยู่ไม่ได้
บางครั้งความหวัง ความฝันของคนเราก็มีสายน้ำคั่นอยู่
กว่าจะถึงฝั่งฝัน หลายครั้งก็แทบหมดแรงเงื้อฝีพาย
แต่ในดินแดนที่แม่น้ำแห่งสงครามไหลทอดผ่านไปทั่วทุกหัวระแหง
ผู้คนจำนวนหนึ่งยอมสละเรือละทิ้งความหวังทุกสิ่ง
หอบเพียงชีวิตรอดเพื่อมาเผชิญหน้ากับแม่น้ำสายใหม่เท่านั้น
สุกัญญา เบาเนิด
นักวิจัยเรื่องแรงงานข้ามชาติ จ.สมุทรสาคร
เป็นอีกผู้หนึ่งที่คลุกคลีกับวิถีประเพณีของชนชาติมอญมาตั้งแต่กำเนิด
เพราะเธอสืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษที่เป็นชาวมอญแท้ๆ
ที่มาตั้งรกรากอยู่ที่นี่นับร้อยปีจนแตกลูกหลานกลายเป็นคนไทยเชื้อสายมอญในปัจจุบัน
แม้จะมีเชื้อสายมอญอยู่ในตัว
แต่สุกัญญาก็รู้สึกว่าเธอและครอบครัวคือคนไทยคนหนึ่ง
การได้สัมผัสโลกทั้งสองด้านนี้เอง
ทัศนะเกี่ยวกับประเด็นแรงงานอพยพชาวมอญของสุกัญญาจึงมองด้วยความเข้าใจ
และปลอดอคติทางชาติพันธุ์
"คนมอญอยากให้คนไทยมองเห็นตัวตน
จิตใจที่แท้จริงของคนก่อนที่จะมีคำว่ารัฐชาติ ต้องทำความเข้าใจ
รู้จักซึ่งกันและกัน ทั้งตัวตน วิธีคิดและการแสดงออก
หากย้อนกลับไปมองประวัติศาสตร์ความเป็นมาทางการเมือง
เราจะเห็นว่าพม่าเป็นชนชาติหนึ่ง และมอญก็เป็นอีกชนชาติหนึ่ง
จนเกิดการผสมผสานกลมกลืนทางวัฒนธรรมในเวลาต่อมา" ซึ่งในการทำงานวิจัย
สุกัญญาพบสิ่งที่เรียกว่า 'อคติทางชาติพันธุ์'
หรือมายาคติของคนไทยจำนวนไม่น้อยที่มีต่อคนพม่า
"ที่ผ่านมาปัญหาแรงงานพม่าล้นเมืองมหาชัย
ถูกมองด้วยสายตาของความมั่นคงและเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว
ไม่มองมิติทางชาติพันธุ์ วัฒนธรรมและมานุษยวิทยา
เราควรให้โอกาสคนที่ไม่ค่อยมีโอกาสได้แสดงความคิดเห็น
ไม่มองคนที่อยู่ที่นี่แค่ว่าเป็นแรงงานที่ผิดกฎหมาย
หรือสร้างปัญหาสภาพแวดล้อม
แต่ควรเปิดพื้นที่เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน"
สุกัญญาเชื่อมั่นว่า "ถ้าอ่านมหาชัยออก
ก็จะอ่านการเมืองพม่าออกเหมือนกัน"
เพราะพื้นที่แห่งนี้เป็นแหล่งที่อยู่ของแรงงานอพยพจำนวนมาก
จึงควรเตรียมพื้นที่ให้พร้อมรับมือกับปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในพม่า
เพราะในอนาคตต้องมีผู้ลี้ภัยและแรงงานอพยพซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ
เข้ามาในเมืองไทยเพิ่มมากขึ้น
-2- รากเหง้าแห่งวิถี
กอผักตบสีเขียวไหลเรื่อยมาตามน้ำปะปนกับเศษขยะ
ในสายตาบางคนมองว่ามันคือสวะ
เพราะเป็นพืชที่ลอยล่องไปเรื่อยสุดแต่กระแสน้ำจะพัดพาไป
แต่คนเป็นสิ่งมีชีวิตที่ต่างจากผักตบ เพราะการที่ไร้บ้าน
ไม่ได้หมายความว่าพวกเขา 'ไร้ราก'
รูปปั้นหงส์สีทองขนาดใหญ่ภายในวัดโคกหรือวัดศรีบูรณาวาสที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ
คือสัญลักษณ์อันหมายถึงเมืองหงสาวดีของชนชาติมอญ
เช่นเดียวกับวัดศิริมงคลที่มีสัญลักษณ์แบบมอญ
ไปจนถึงชุมชนไทยเชื้อสายมอญล้วนอย่างวัดเกาะที่มีสถาปัตยกรรมแบบมอญสมัยอยุธยา
ทั้งนี้ มีหลักฐานการตั้งชุมชนมอญเก่าแก่ในย่านมหาชัย จ.สมุทรสาคร
มาอย่างน้อยตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3
โดยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดฯ
ให้สร้างป้อมและขุดคลองสุนัขหอน และโปรดฯ ให้ยกครัวมอญในเจ้าพระยามหาโยธา
ไปทำมาหากินที่จังหวัดสมุทรสาคร เมื่อ พ.ศ.2371
สอดคล้องกับคำบอกเล่าของสุกัญญาที่ว่า
ที่สมุทรสาครมีกลุ่มชาติพันธุ์มอญอยู่อาศัยมานานนับ 200 ปีแล้ว
สุกัญญาเล่าต่อว่า รอบๆ
วัดโคกนั้นเดิมเป็นที่อยู่อาศัยของคนไทยเชื้อสายมอญ
ทางวัดมักจะมีพระสงฆ์จากเมืองมอญมาจำพรรษาอยู่เสมอ
พุทธศาสนิกชนที่มาทำบุญที่วัดจึงมีทั้งมอญเมืองมอญและมอญเมืองไทย
ปัจจุบัน
บริเวณไม่ไกลจากวัดแห่งนี้มีแรงงานมอญอพยพเช่าบ้านอยู่รายรอบ
เรียกว่าชุมชน 'มหาชัยนิเวศน์' คนมอญส่วนใหญ่ทำงานโรงงานในละแวกโดยรอบ
บ้างก็เปิดร้านค้าแบบมอญเมืองมอญ มีการนำสินค้าจากพม่าเข้ามาขาย
โดยผ่านทางคนมอญสังขละบุรี
ตลาดมหาชัยนิเวศน์
มีสินค้าอุปโภคบริโภคจากเมืองมอญนานาชนิดจำหน่าย ทั้งอาหารสดอาหารแห้ง
อย่าง พริก ผักสดพื้นบ้าน หมากพลูที่จีบขายกันเป็นคำๆ
กับข้าวอาหารคาวหวานที่ปรุงรสอย่างมอญแท้ๆ ไปจนถึงเทปเพลง
ซีดีคาราโอเกะภาษามอญก็หาซื้อได้ที่นี่
ยามเย็นที่เราไปเยือนนั้น จึงเห็นภาพชาวมอญนุ่งโสร่งใส่ผ้าถุง
ประแป้งพม่าที่เรียกว่าตะนาคา เดินเลือกซื้อหากับข้าวมื้อเย็น
ขณะที่แรงงานในชุดหนุ่มสาวโรงงานจำนวนหนึ่งก็เพิ่งเลิกกะกลับถึงบ้าน
บรรยากาศคึกคักคล้ายต่างจังหวัดบางแห่งของประเทศไทย
เพียงแต่ภาษาที่ได้ยินทั่วไปไม่ใช่ภาษาไทยเท่านั้นเอง
อาจเป็นเพราะเหตุนี้ เมื่อมีคนไทยเข้ามาที่นี่จึงรู้สึกแปลกแยก
ไม่กลมกลืน
นำไปสู่ความรู้สึกที่ว่าแรงงานต่างด้าวเหล่านี้กำลังจะมายึดเมือง
ในความเป็นจริงแล้ว 'บ้าน' ของชาวมอญในชุมชนมหาชัยนิเวศน์
มีตั้งแต่ห้องเช่าเล็กๆ ราคาถูกปลูกสร้างอยู่ใกล้กองขยะ
ไปจนถึงตึกแถวที่เจ้าของคนไทยนำมาแบ่งซอยเป็นห้องๆ
คล้ายคอนโดให้เช่าอยู่ด้านหลังตลาด
บางห้องอยู่อาศัยกันทั้งครอบครัวเกือบสิบชีวิต ภายในห้องเล็กๆ ห้องเดียว
วันที่แขกแปลกหน้ากลุ่มใหญ่อย่างพวกเราเข้าไปในชุมชนนั้น
สายตาของชาวมอญส่วนใหญ่ต่างจับจ้องอยู่ห่างๆ คำถามที่ได้รับอยู่เสมอๆ
ก็คือ พวกเรามาทำอะไร? อาจฟังดูเหมือนข่มขู่ คุกคาม แต่ความจริงไม่ใช่
เราทราบสาเหตุภายหลังว่าเมื่อไม่กี่วันก่อนทางเจ้าหน้าที่รัฐยกกำลังมากวาดจับแรงงานต่างด้าวที่นี่ไปนับร้อย
ความระมัดระวังจึงอาจดูคล้ายระแวงภัย
แต่เมื่อทราบว่าผู้มาเยือนมาอย่างมิตร
รอยยิ้มก็ปรากฏตามมาหลังจากนั้นตลอดการเดินทาง
ด้วยความที่สมุทรสาครมีชาวไทยเชื้อสายมอญตั้งรกรากอาศัยมาตั้งแต่ในอดีต
ทำให้คนไทยบางส่วนสามารถติดต่อสื่อสารกับแรงงานมอญอพยพได้ ในปี 2533
ที่มีการหลั่งไหลของแรงงานอพยพจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาในประเทศไทยมาก
แรงงานต่างด้าวชาวพม่าเชื้อสายมอญจึงนำพาอัตลักษณ์ของชนชาติตนมาเผยแพร่ต่อชาวไทยเชื้อสายมอญที่ส่วนใหญ่ลืมเลือนอัตลักษณ์ดั้งเดิมไปเกือบหมดแล้ว
"ก่อนหน้านี้เราจะใช้ภาษามอญแค่ในชุมชน พอมีแรงงานอพยพเข้ามา
ปัจจุบันก็เริ่มใช้ภาษาพูดเวลาไปตลาดหรือนอกชุมชน
คนในพื้นที่เริ่มปรับตัวตามแรงงานมอญต่างด้าว
ความรู้สึกคนมอญในเมืองไทยก็ยังมีการแบ่งชั้น เรารู้สึกว่าเราเป็นคนไทย
แต่เขาเป็นแรงงาน
แต่ท่ามกลางการแบ่งชั้นก็ยังมีจุดเชื่อมคือใช้ภาษาเดียวกัน
จากปรากฏการณ์ที่เฝ้าสังเกต ผลกระทบที่ชาวไทยเชื้อสายมอญได้รับก็คือ
ภาษาพูดมอญก็เริ่มฟื้นคืนมา เช่นเดียวกับภาษาเขียน
เริ่มมีป้ายเขียนเป็นภาษามอญในชุมชน"
การทำบุญ
ก็เป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์ของชาวมอญที่ได้ชื่อว่าเป็นศาสนิกชนที่เคร่งครัดอย่างยิ่ง
เมื่อแรงงานมอญอพยพมาอยู่ที่นี่จำนวนมาก
ก็ยังคงไปทำบุญที่วัดมอญในพื้นที่ไม่ขาด
จนเกิดความเข้าใจผิดที่ว่าแรงงานเหล่านี้จะมาแย่งวัดคนไทยทำบุญ
หนักไปกว่านั้น การรวมตัวทำบุญทางศาสนาของคนมอญจำนวนมาก
ยังถูกทางการไทยเพ่งเล็งว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดงานรำลึกวันชนชาติมอญ
ที่ถูกมองว่าเป็นการจัดงานปลุกระดมกู้เอกราช
พระปลัดโนรา อภิวโร
เจ้าอาวาสวัดศิริมงคล ต.บ้านเกาะ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร
ซึ่งเป็นวัดที่ปรากฏเป็นข่าวในกรณีแรงงานมอญข้ามชาติใช้เป็นสถานที่จัดงานวันชาติ
ชี้แจงว่าการจัดงานวันชาติของแรงงานมอญอพยพนั้น
เป็นเพียงการทำบุญประเพณีเพื่อรำลึกถึงบรรพบุรุษมอญที่ล่วงลับไป
ไม่ใช่งานที่จัดขึ้นเพื่อเคลื่อนไหวทางการเมือง
ขณะนี้ทางการได้ขอให้งดจัดงานชั่วคราว
เพราะหลังจากที่ตกเป็นข่าวดังกล่าวก็ทำให้สถานการณ์ความมั่นคงในพื้นที่เปราะบางขึ้นมาทันที
ทางวัดจึงให้ความร่วมมือ
"ข้างนอกจะจับก็จับไป
แต่ถ้ามาจับถึงในวัดอาตมาก็พยายามขอร้องเจ้าหน้าที่ว่าเขามาทำบุญ ขอเถอะ
เราก็เป็นชาวพุทธด้วยกัน ชาวบ้านรอบๆ วัดก็ไม่ได้เดือดร้อน
เพราะคนไทยมักจะมาทำบุญตอนเช้า ส่วนคนมอญอพยพจะมาตอนกลางวัน"
-3- โลกที่ไม่เท่ากันของแรงงานพลัดถิ่น
ชุมชนตลาดกุ้ง ใน ต.ท่าทราย อ.เมือง จ.สมุทรสาคร
ซึ่งเป็นชุมชนขนาดใหญ่อีกแห่งที่มีแรงงานต่างด้าวจำนวนมากพักอาศัยอยู่
ด้วยสาเหตุที่ตั้งอยู่ใกล้กับตลาดกุ้ง
ตลาดค้าส่งอาหารทะเลขนาดใหญ่ของมหาชัย
จึงกลายเป็นถิ่นทำงานของคนไกลบ้านและเป็นแหล่งพำนักของแรงงานมอญอพยพ
แต่กลับได้รับการขนานนามว่าเป็น 'เมียนมาร์ทาวน์'
ทั้งที่แท้จริงแล้ว แรงงานต่างด้าวที่นี่มีหลากหลายเชื้อชาติ
ทั้งพม่า มอญ เขมร และลาว หาใช่มีแต่พม่า ในความเข้าใจของคนไทยส่วนใหญ่ไม่
อีกมุมหนึ่งซึ่งเป็นเสียงสะท้อนจากชาวมอญอพยพ สุรชัย อาจานัว
แรงงานชาวมอญจากประเทศพม่า ให้สัมภาษณ์ผ่านเว็บไซต์ประชาไท
(www.prachatai.com ) ถึงปัญหาของแรงงานข้ามชาติจากประสบการณ์กว่า 17 ปี
ว่า แรงงานต่างชาติจะถูกกดดันในด้านการดำเนินชีวิต
แม้แต่การปั่นจักรยานผ่านทางบางคนก็ถูกแกล้งถีบรถจนล้ม
และมีแม้แต่กรณีการเคาะห้องแรงงานผู้หญิงแล้วเข้าไปข่มขืนในที่พักหลายราย
ซึ่งเมื่อเกิดเหตุการณ์เหล่านี้ขึ้นก็ไม่สามารถนำไปปรึกษาหรือแจ้งกับใครให้เข้ามาช่วยเหลือได้
โดยเฉพาะแรงงานที่เข้าเมืองโดยผิดกฎหมายและไม่ได้ขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวที่แม้ว่าจะพยายามทำงานสุจริตเพื่อไม่ให้มีความเดือดร้อนแต่บางครั้งก็ยังได้รับผลกระทบ
นอกจากนี้ในเรื่องภาษาในการสื่อสารก็เป็นอุปสรรคต่อความเป็นอยู่หรือการสื่อสารปัญหาต่างๆ
ด้วย
สุรชัยยังกล่าวถึงประเด็นที่แรงงานข้ามชาติถูกมองว่ามาแย่งวัดคนไทยทำบุญ
ว่า ไม่เข้าใจทำไมต้องมองเป็นการแก่งแย่ง ทั้งที่การทำบุญเป็นสิ่งดี
แสดงถึงจิตใจอันบริสุทธิ์
และชาวมอญเองก็มีจิตใจเคารพและมีวิถีชีวิตที่ผูกพันอยู่กับพระพุทธศาสนา
หากว่ามีการห้ามแรงงานในเรื่องนี้อีกชีวิตก็คงไม่มีที่ยึดเหนี่ยว
เหมือนขาดอะไรไปสักอย่าง
วิรัช วิลาวรรณ
ครูผู้ดูแลโรงเรียนสอนเยาวชนมอญ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นลูกหลานของแรงงานมอญอพยพ
ชี้แจงว่า จ.สมุทรสาครไม่อาจขาดแรงงานต่างด้าว โดยเฉพาะแรงงานด้านประมงได้
เพราะเป็นงานที่คนไทยส่วนใหญ่ไม่ยอมทำ เนื่องจากงานทั้งหนักและสกปรก
ค่าแรงน้อย มีแต่แรงงานต่างด้าวเท่านั้นที่ทำได้
"แรงงานในตลาดกุ้งสัก 100 คน คนไทยทำได้แค่ 10 คนเท่านั้น
เพราะสภาพกลิ่นที่เหม็นมาก และสกปรก ค่าแรงก็ถูก คนไทยไม่ทำหรอก ทำไม่ไหว
เพราะฉะนั้น ความจำเป็นเรื่องแรงงานของมหาชัยมีแน่นอน
ถ้าไม่เอาพวกแรงงานต่างชาติ อุตสาหกรรมแทบทั้งหมดในสมุทรสาครก็คงต้องหยุด"
วิรัชกล่าวต่อว่า
สำหรับแรงงานชาวมอญที่นี่รู้สึกตัวว่าพวกเขาอยู่ในฐานะพลเมืองชั้น 3-4
ถูกนายจ้างเอาเปรียบกดค่าแรง ให้ทำงานฟรีโดยไม่ยอมจ่ายเงินเดือน
บางครั้งก็ยิ่งกว่าทาสเสียอีก
ถ้าหากหน่วยงานรัฐบาลไทยเข้ามาดูแลเรื่องการจ้างแรงงานที่ยุติธรรมมากขึ้นก็น่าจะช่วยให้ชาวมอญอพยพเหล่านี้สำนึกบุญคุณ
ไม่อยู่อย่างทนคับแค้นใจเช่นเดิม
ด้านสุรพล กองจันทึก
นักกฎหมายสภาทนายความแห่งประเทศไทย กล่าวว่า
สังคมไทยยังมีทัศนคติหรือความเข้าใจที่ผิดๆ
เกี่ยวกับแรงงานต่างด้าวหลายประการ ได้แก่ หนึ่ง
แรงงานต่างด้าวคือคนจากประเทศเพื่อนบ้านที่เข้ามาทำงานเพื่อโกยเงินกลับประเทศข้างเคียง
ซึ่งไม่ถูกต้องทั้งหมด
เพราะแรงงานต่างด้าวเกินกว่าครึ่งเข้ามาในฐานะผู้อพยพหรือผู้ลี้ภัยทางการเมือง
ซึ่งต้องมีการจัดการอีกรูปแบบหนึ่ง
ด้วยเพราะพวกเขาไม่สามารถอยู่อาศัยในบ้านเมืองของตนได้ จึงต้องหนีความตาย
ความเดือดร้อนอดอยากเข้ามา
จึงต้องเข้ามาสู่กระบวนการเป็นแรงงานต่างด้าวเพื่อหาเลี้ยงชีพ
สอง มองว่าคนต่างด้าวพากันเข้ามายึด จ.สมุทรสาคร
ซึ่งข้อเท็จจริงพวกเขาไม่ได้มายึด แต่เพราะ จ.สมุทรสาครมีงานให้เขาทำ สาม
มองว่าแรงงานต่างด้าวเป็นภาระของประเทศไทยที่ต้องดูแล
เป็นการเอาภาษีคนไทยไปช่วยเหลือแรงงานต่างด้าว
แต่ในความเป็นจริงแรงงานต่างด้าวเหล่านี้ต้องเสียภาษี
ถ้าหากเป็นแรงงานที่ขึ้นทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย "ในวัตถุประสงค์ของการขึ้นทะเบียนฯ
เจ้าหน้าที่จะแจ้งกับเขาเลยว่า ต้องเสียภาษี
เพียงแต่ที่พวกเขาส่วนใหญ่ไม่ต้องเสียภาษี เพราะมีรายได้ต่ำ
แต่นอกจากภาษีรายได้ทางตรงนี้
ยังรวมถึงการเสียภาษีทางอ้อมอย่างการซื้อแฟ้บ ซื้อสบู่ ขึ้นรถเมล์
สรุปแล้วเขาเสียภาษีให้รัฐไม่ได้แตกต่างจากคนไทยเลย"
ความเข้าใจผิดประการที่สี่คือ รัฐจะมีข้อมูลตลอดเวลาว่า
ต้องดูแลการรักษาพยาบาลให้แก่แรงงานต่างด้าวฟรีนับปีละ 300 ล้านบาท
ซึ่งเป็นภาษีของคนไทยทั้งสิ้น แต่ไม่มีการให้ข้อมูลต่อว่า
รัฐบาลไทยได้เงินจากคนเหล่านี้เท่าไหร่
เพราะแรงงานที่ขึ้นทะเบียนต้องเสียเงินซื้อประกันสุขภาพต่อปีรายละ 1,000
บาท ปัจจุบันมีแรงงานข้ามชาติทั้งหมด 700,000 - 800,000 คน
รวมแล้วรัฐจะมีรายได้ส่วนนี้จากแรงงงานข้ามชาติถึง 1,000 ล้านบาท
และงบประมาณส่วนนี้รัฐอนุญาตให้โรงพยาบาลจัดการงบประมาณเองได้โดยไม่ต้องคืนหลวง
"ถ้าหักรายรับแล้วกำไรแน่นอน เพราะฉะนั้น เราไม่เคยเอาภาษีคนไทยไปใช้รักษาพยาบาลแรงงานต่างด้าวเลย"
ห้า แรงงานต่างด้าวเป็นแหล่งอาชญากรรมและลักขโมย
สุรพลหยิบยกข้อเท็จจริงช่วงเหตุการณ์สึนามิที่มีข่าวว่าแรงงานต่างด้าวซึ่งก่อเหตุลักขโมยทรัพย์สินผู้เสียหาย
แต่กลับมีคนไทยถูกจับด้วยข้อหาเดียวกันมากกว่า 9 เท่า
แถมเมื่อคดีถึงชั้นศาล
แรงงานต่างด้าวที่ถูกตั้งข้อหาทั้งหมดนั้นกลับถูกปล่อยตัว
เพราะไม่มีหลักฐาน ผมไม่ได้บอกว่าแรงงานต่างด้าวไม่ได้ทำผิดเลย คนที่ทำ"ผิดก็มี แต่ภาพที่ออกมามันเกินจริงมากกว่านั้น"
หก จากสภาวะที่รัฐอ้างว่าประชากรเพิ่มขึ้น
การเข้ามาของแรงงานต่างด้าวจึงมาแย่งชิงทรัพยากรคนไทยใช้
แต่มีการศึกษาพบว่าประชากรไทยเพิ่มขึ้นถึงจุดสูงสุดในอีก 5
ปีข้างหน้าแล้วจากนั้นจะลดลงและคงที่อยู่ที่ 63 ล้านคนในระยะเวลา 20-30
ปีนี้ ทำให้ต่อเนื่องถึงความเข้าใจผิดถัดมาว่า
แรงงานต่างด้าวเหล่านี้มาแย่งอาชีพคนไทย
แต่ในความเป็นจริงแล้วงานที่แรงงานต่างด้าวทำส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่เป็นงานที่คนไทยไม่นิยมทำอยู่แล้ว
เช่น อาชีพแรงงานประมง เป็นต้น
"ข้อสุดท้าย นำไปสู่ว่า รัฐไม่จำเป็นต้องดูแลคนเหล่านี้
เพราะคนเหล่านี้ไม่ใช่คนไทย ลำพังคนไทยเราก็ดูแลไม่ไหวอยู่แล้ว
ซึ่งผิดครับ เพราะข้อเท็จจริงตามหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
ทุกคนที่อยู่ในแผ่นดินไทยอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน
ต้องได้รับการดูแลปฏิบัติอย่างเท่าเทียมเสมอภาคกัน
แรงงานต่างด้าวถูกข่มขืน ถูกละเมิดสิทธิ
รัฐก็ต้องดูแลเท่าเทียมกับคนไทยใช้กฎหมายเดียวกัน
ทั้งหมดนี้เป็นความเข้าใจผิดที่คลาดเคลื่อน
ไม่ตรงกับความเป็นจริงซึ่งนำไปสู่อคติ"
ไม่ว่าบทสรุปของปัญหาแรงงานต่างด้าวที่สมุทรสาครจะจบลงเช่นไร
แต่เราก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ปัญหาของพวกเขาไม่เกี่ยวข้องกันกับเรา
เพราะทุกคนต่างก็อยู่บนผืนแผ่นดินเดียวกัน แม้จะต่างถิ่นที่มา...
| | |
ที่มา : http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9500000122868 โดย ผู้จัดการรายวัน 16 ตุลาคม 2550 22:30 น.
|
|
|
|
About Me
ที่นี่...ไม่มีพรมแดน...
ที่นี่...เปิดตลอดเวลา...
อยากให้มวลผีเสื้อ..โบยบินอีกครา.....
ร่วมเดินตามฝัน..ไปบนทางสายเดียวกัน...
Friends
Lovelygirl Luck Sakda Deedy karint issarachon
|