Google

บ้านบัณฑิตอาสามัคร รุ่น31

2007-Oct-30 - บทความ: มหาวิทยาลัยที่ไม่มีคำตอบ

Posted in BorOr31

คำขวัญของมหาวิทยาลัยไทยหลายแห่ง ล้วนถูกสรรค์สร้างขึ้นด้วยการยึดโยงกับอุดมการณ์สังคมและประชาชน ดังเช่นที่ว่า

 

"ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน"

"เกียรติภูมิจุฬาฯ คือเกียรติแห่งการรับใช้ประชาชน"

"ประชาชนเป็นเจ้าของประเทศ เกษตรศาสตร์เป็นภาษีของประชาชน"

ฯลฯ 

 

แต่อุดมการณ์ของมหาวิทยาลัยเหล่านี้ในปัจจุบัน เป็นอย่างไร หรือล้วนถูกดึงเข้าสู่กระแสทุนเสรีอย่างเต็มที่ที่ละทิ้งความหมายทางสังคมเหล่านั้นไปหมดแล้ว ใช่หรือไม่?

 

การศึกษาในปัจจุบันจึงหนีไม่พ้นการยัดเยียดความคิดที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวและไม่เป็นปฏิปักษ์กับระบอบทุนนิยมเสรี (ซึ่งอำนาจรัฐใต้แนวทางทุนนิยมได้วางกรอบให้) การดำรงอยู่ของคณะ ภาควิชาต่างๆ สะท้อนให้เห็นเป็นอย่างดีเมื่อขึ้นลงตามการกำหนดของกลไกตลาด คณะสาขาวิชาที่รับใช้สังคมส่วนรวมจริงๆ ตามลักษณะสังคมนิยมหรือสวัสดิการนิยมจึงมีน้อย หรือแทบไม่มีเลย

 

ตัวอย่างชัดเจนที่สุด คือ การเรียนการสอนในคณะเศรษฐศาสตร์ (economic) กระแสหลักในปัจจุบัน ซึ่งสมัยก่อนนั้นจะไม่ใช่หลักสูตรเศรษฐศาสตร์กระแสหลักแนวเดียวเท่านั้น แต่จะเรียนเศรษฐศาสตร์การเมือง(Political Economy) รวมอยู่ด้วย ซึ่งเพราะเศรษฐศาสตร์และการเมืองไม่สามารถแยกออกจากกันได้ เหมือนดังที่ในยุโรปมีการเรียนการสอนเรื่องเศรษฐศาสตร์สังคม (social economy) แต่หลังจากที่ไทยก้าวตามความคิดแบบอเมริกาหรือทุนนิยมเสรี การศึกษาจึงเป็นไปตามหลักกลไกตลาด ตามกระแสหลักของทุนนิยมเสรีที่พูดถึงตัวเลขทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญ แต่ไม่ได้พูดถึงความเป็น "ชีวิต" ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์และคู่ควรในความเป็นมนุษย์อย่างไม่ถูกริดลอน เปรียบดังที่ "เทียนชัย วงศ์ชัยสุวรรณ" หรือยุค ศรีอาริยะ นักวิชาการชื่อดัง เคยกล่าวครั้งหนึ่งว่า .

 

 

              "เศรษฐศาสตร์กระแสหลักที่เราเรียนอยู่นี้เปรียบกับเรือลำหนึ่งที่ล่องลอยอยู่ในมหาสมุทร ทิศทางและการฝ่าข้ามคลื่นลมทั้งมวลก็ล้วนเพื่อผลของคนบนเรือที่เป็นชนชั้นสูงเท่านั้นซึ่งเป็นผู้กุมบังเหียนเรืออย่างแท้จริง แต่ทุนนิยมก็ไม่ได้พูดถึงทางอยู่และทางรอดของคนที่อยู่ใต้เรือ ซึ่งเป็นชนชั้นล่าง เป็นผู้ต้อยต่ำในสังคม ไม่มีสิทธิไม่มีเสียง ไม่มีอำนาจ ซึ่งถูกบังคับให้เป็นแรงงานที่เติมเชื้อไฟและเป็นกลไกส่วนหนึ่งที่ต่อเวลาให้ฟันเฟืองระบบทุนนิยมดำรงอยู่และขับเคลื่อนไปได้ …" 

 

 

ศ.รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ คณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ เคยกล่าวว่า

 

"ในเมื่ออาจารย์มหาวิทยาลัยพากันเดินสายฝึกอบรมและแปรสภาพเป็น "เซลส์แมน" ขายปริญญาบัตรและวุฒิบัตร มิใยต้องกล่าวว่า มหาวิทยาลัยในเมืองไทยในรากเหง้าทางประวัติศาสตร์มิได้มีการออกแบบเชิงสถาบัน (Institutional Design) เพื่อให้เป็นสถาบันผลิตองค์ความรู้ตั้งแต่ต้น ด้วยเหตุดังนี้ใครก็ตามที่ผลักดันมหาวิทยาลัยของรัฐออกนอกระบบราชการ และเข้าสู่วิถีแห่งตลาด โดยหวังว่าจะก่อให้เกิดความก้าวหน้าขององค์ความรู้และวิทยาการ คงจะมีความไร้เดียงสาอย่างถึงที่สุด" 

 

โดยเฉพาะเมื่อมหาวิทยาลัยออกจากระบบราชการที่กลไกรัฐสามารถผลักดันความคิดหรือชี้นำอุดมการณ์ชาติได้อย่างเต็มที่แล้ว ไปสู่มหาวิทยาลัยในกำกับรัฐหรือออกนอกระบบย่อมปฏิเสธความจริงไม่ได้ว่า มหาวิทยาลัยที่หลุดพ้นออกจากแก้วครอบของระบบราชการแล้วจะปะทะกับลมพายุแห่งกระแสทุนนิยมอันเชี่ยวกราก จึงย่อมหลีกหนีไม่พ้นจากการหมุนคว้างไปกับวิถีตลาดที่จะเป็นตัวชี้ทางเดินของมหาวิทยาลัยอย่างเบ็ดเสร็จ การเป็นไทจากระบบราชการย่อมไม่อาจหลีกหนีจากการเป็นทาสของระบบตลาดได้เลย และภายใต้โซ่ตรวนพันธนาการเหล่านี้ล้วนจะสร้างงานวิจัยทางวิชาการที่มีคุณภาพอย่างเป็นอิสระและไม่ขึ้นกับกลไกตลาดก็ยากเต็มที สุดท้ายก็คือระบบการศึกษาตกอยู่ในอุ้งมือ "ทุน" ที่กดขี่ขูดรีดอย่างเต็มที่ มิพักต้องพูดถึงพื้นที่ของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงแต่อย่างใด

 

และหากมหาวิทยาลัย เป็น "มหาวิทยาลัยแห่งการค้าและการลงทุน"  แล้ว ก็จะมีทิศทางดังนี้

 

1. มหาวิทยาลัยที่เป็นเสมือนองค์กรแห่งธรรม จะถูกแบ่งแยกเป็นสองโฉมหน้าอย่างชัดเจนขึ้น ด้านหนึ่งคือสถาบันความรู้ที่บ่มเพาะศาสตร์วิชาและจริยธรรมเพื่อการดำรงชิวิตอยู่ร่วมกันในสังคม แต่อีกด้านหนึ่งเหมือนกลับเป็นบริษัท มีนักบริหารเป็นผู้วางแผน สร้างกลยุทธ์ทางการตลาด มีการ "เก็งกำไร" มีการบริหาร-จัดการที่ดี นักศึกษาคือลูกค้า มีผลประโยชน์ กำไร-ต้นทุนต่อการผลิตบัณฑิตแต่ละคนเพื่อตนเองไม่ไช่เพื่อสังคมอย่างชัดเจน ดูจากคณะ -สาขาวิชาที่เรียน คณะใดอุ้มชู-จรรโลงและตอบแทนผลต่อสังคมน้อยแต่ตอบแทนผลประโยชน์ต่อตนเองสูงเมื่อเรียนจบออกมาค่าเล่าเรียนย่อมแพง เช่น คณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์   เช่นกัน คณะวิชาใดมีผลต่อสังคมมากแต่ตอบแทนผลประโยชน์ส่วนตนต่ำ ค่าเล่าเรียนก็ย่อมถูกตาม เช่น คณะมนุษย์ศาสตร์  คณะศิลปศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ เป็นต้น

 

2 .การศึกษาที่แยกคนออกห่างจากสังคม เพื่อมารับใช้กลไกตลาด  ผลิตบัณฑิตเพื่อเป็น น็อตหรือชิ้นส่วนชิ้นหนึ่ง ที่จะไปเป็นกลไกในเครื่องจักรกล หรือตลาดแรงงาน ที่ดูเหมือนมีคนวางไว้แล้วว่าในเครื่องจักรกลนี้ควรมีชิ้นส่วนตัวไหนบ้าง และสุดท้ายก็ไปขับเคลื่อนให้เครื่องจักรทำงานซึ่งผลประโยชน์กลับตกอยู่กับคนอีกกลุ่มหนึ่งที่เป็นเจ้าของเครื่องจักรอย่างแท้จริง มหาวิทยาลัยตกเป็นเครื่องมือผลิตบุคลากรของเอกชนไปแล้ว ไม่ไช่ผลิตเหล็กที่มีคุณภาพทุกด้านที่พร้อมไปหล่อหลอมเป็นอะไรก็ได้ในทุกๆพื้นที่เพื่อประโยชน์ของสังคมและประชาชนทั้งมวล ดูจากนักศึกษาที่มาจากชนบทต้องถูกแปรรูปตนเองเพื่อสร้างประโยชน์ให้เมืองและกลไกตลาดไม่ได้กลับไปสร้างประโยชน์ให้สังคมที่ตนเองจากมาอย่างแท้จริง

 

สังเกตได้ในสาขาวิชาที่รับใช้ชุมชนท้องถิ่นมีน้อยเต็มทีหรือแทบไม่มีเลย ที่มีอยู่เช่น คณะอุตสาหกรรมยางพารา ในมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หาดใหญ่ ซึ่งปัจจุบันกำลังจะถูกยุบไป สถาบันการศึกษาในหลายๆที่มุ่งผลิตบัณฑิตเพื่อก้าวขึ้นไปให้ไกลจากชุมชน -สังคม ตามค่านิยมที่ดูถูกเหยียดหยามชาวนา-ชาวไร่และผู้ใช้แรงงานว่าเป็นผู้ต้อยต่ำ ในมหาวิทยาลัยจึงมีแต่คณะวิชาที่อิงกับกลไกตลาด เช่นคณะเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก คณะพานิชยศาสตร์และการบัญชี เป็นต้น ซึ่งถ้าคณะไหนเป็นที่ต้องการและตลาดงานเรียกร้อง เช่นครั้งหนึ่งที่กระแส คณะการบริหารธุรกิจ มาแรงก็จะมีคนไปเรียนคณะนั้นมาก ทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นถึงมหาวิทยาลัยที่ขึ้น -ลงตามผลประโยชน์กระแสทุน ไม่ใช่ขึ้น-ลงเพราะสังคมต้องการอย่างแท้จริง

 

3. มหาวิทยาลัยเป็นหน่วยงานที่สร้างความขัดแย้ง เพราะเน้นผลิตคนให้มีความรู้เฉพาะด้านแต่เพียงอย่างเดียวไม่ได้สร้างองค์ความรู้ที่ครอบคลุม มองเห็นสังคมแล้วเข้าใจอย่างรอบด้านและเป็นระบบ เช่น ผลิตบัณฑิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ที่สอนให้สร้างเขื่อนว่ารูปแบบเป็นอย่างไร ค่าทางฟิสิกส์ต่างๆเท่าไหร่ ไม่ได้สอนว่าผลของการเปลี่ยนแปลงทางสังคมคืออะไร ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างไร มหาวิทยาลัยหลายแห่งสอนให้ท่องแต่ตำรา จดแผ่นใสและอ่านชีทสอบให้ผ่านเท่านั้น ทำให้มองโลกคับแคบ ไม่สามารถเชื่อมโยงทั้งสองด้านอย่างเข้าใจ เพราะเช่นนั้นสังคมจึงเกิดความขัดแย้งกันจากด้านตรงข้าม   เข้าใจสาขาวิชาที่เรียนเพียงด้านเดียว ไม่ได้เรียนรู้แล้วเข้าใจทั้งสองด้านอย่างมีเอกภาพกัน  จึงไม่สามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งต่างๆ ได้ถูกต้อง

 

4. มหาวิทยาลัยสร้างความรุนแรง เหตุเพราะไม่มีการวางเกณฑ์การศึกษาให้สมดุลย์กัน ทั้งตำราการสอนในหลายสถาบันก็มีมาตรฐานไม่เหมือนกัน ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นต้นเหตุแห่งความขัดแย้ง นักเรียนหลายคนฆ่าตัวตายเพราะสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ตนเองชอบไม่ได้ หลายคนพยายามทุกวิถีทางแม้ต้องคดโกงเพื่อที่จะได้สวมชุดนิสิตของจุฬาฯ นี่คือความรุนแรงที่โหดร้ายไม่ต่างไปจากความรุนแรงทางทารุณกรรมร่างกาย ทำนองเดียวกันกับปัญหาความยากจนที่เป็นต้นเหตุก่อให้เกิดความรุนแรงในรูปแบบอื่นมากมาย  

 

นอกจากนี้ยังสร้างปัญหาทางชนชั้นด้วย ปฏิเสธไม่ได้ว่าระดับมหาวิทยาลัยมีการแบ่งเกรด แบ่งระดับกันทั้งคุณภาพและค่านิยม .. สร้างเงื่อนไขการแข่งขันเพื่อมุ่งสู่จุดสูงสุด  คนที่ได้เปรียบในระดับความรู้ก็ถูกเชิดชูทางสังคม ทั้งที่ทุกคนไม่ได้อยู่ในสภาวะและโอกาสที่เอื้ออำนวยเหมือนกัน บ้างมาจากชนบทที่ขาดแคลนวิชาการและทฤษฏี   เท่ากลับว่ามหาวิทยาลัยไม่สามารถดูแลและคุ้มครองคนอ่อนแอให้อยู่ได้โดยเท่าเทียมในสังคมได้ ต้องยอมรับว่า การนำคนที่หลากหลายทั้งถิ่นฐานและความคิดมารวมกัน ในคณะเดียวกัน มาสอนในห้องเดียวกัน เรื่องเดียวกัน เพื่อฉาบทาให้ทุกคนเหมือนกัน เป็นความรุนแรงอย่างหนึ่ง หากความเหมือนกันนั้นไม่สามารถตอบเรื่องปากท้องของเขาและสังคมได้ เช่นเดียวกับการเอาเด็กนักเรียนมาอดอาหารเที่ยงเรียนวิชาที่ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาเขาเลยในชนบท [1]

 

 

5. มหาวิทยาลัยสร้างสายสัมพันธ์ที่โดดเดี่ยวและสร้างความแปลกแยกจากสังคม เพราะไม่ได้เอาสังคมเป็นศูนย์กลางการศึกษาแต่กลับเอารัฐเป็นศูนย์กลางการศึกษาซึ่งรัฐถูกครอบงำจากระบบทุนนิยมหรือความคิดเสรีนิยมอีกทอดหนึ่ง         

 

ในวิถีชีวิตการเรียนรู้แต่ละวันที่มุ่งการแข่งขันทำให้หลายคนถูกแยกอยู่อย่างโดดเดี่ยวในโลกแห่งการศึกษา และยืนอยู่อย่างว้าเหว่ ไม่ต่างจากหุ่นยนต์ จึงไม่แปลกที่มีการจัดหาความอบอุ่นขึ้นในมหาวิทยาลัย เช่น การรวมกลุ่มรวมรุ่นต่างๆ ที่ทดแทนช่องห่างของสังคม ช่องห่างของสังคมที่ถูกแบ่งแยกโดยมหาวิทยาลัย ตัวอย่างเช่น ในชนบท บ้านและที่ทำงานไม่สามารถแยกออกจากกันได้ บ้านคือบ้าน ท้องนาคือที่ทำงานที่แยกไม่ออกจากบ้าน อยู่ท้องนาก็เหมือนอยู่บ้าน แต่ในสังคมเมือง บ้านกับที่ทำงานถูกแยกห่างออกจากกัน  นักศึกษาที่กลับบ้านในชนบทเริ่มรู้สึกแปลกแยกกับชนบท ความรู้สึกที่มีต่อชุมชนเริ่มเปลี่ยนไปและไม่สามารถจะใช้ชีวิตอยู่ในถิ่นฐานเดิมต่อไปได้เหมือนเดิม 

 

เท่ากับว่ามหาวิทยาลัยพยายามแยกคนให้ออกห่างจากสังคมเพื่อมาเป็นกลไกในตลาดอุตสาหกรรม ในสังคมใหม่ที่เป็นผลประโยชน์ของผู้ปกครองและนายทุนเท่านั้น  ไม่ใช่สังคมใหม่ที่เป็นผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง  เนื่องเพราะสังคมอุตสาหกรรมในระบบทุนนิยมที่เป็นอยู่ไม่อาจกล่าวได้ว่าเป็น "สังคม" ของคนส่วนใหญ่ของประเทศ ตราบใดที่ผลประโยชน์เหล่านั้นไม่ได้ตกเป็นผลประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่ อย่างแท้จริง [2]

 

จากสภาพการณ์เหล่านี้ วิวาทะเรื่อง "มหาวิทยาลัยที่ไม่มีคำตอบ " หรือ "มหาวิทยาลัยตายแล้ว" เพราะไม่มีลมหายใจและจิตวิญญาณเพื่อสังคม ที่ยังเคลื่อนไหวได้อยู่เป็นเพียงซากศพนั้น จึงดังอยู่ในแวดวงผู้ที่ตั้งคำถามต่ออุดมการศึกษาไทยมาโดยตลอด 

 

มหาวิทยาลัยจะมีคุณค่าและประโยชน์อันใดหากแวดล้อมมหาวิทยาลัยนั้นเต็มไปด้วยแหล่งเสื่อมโทรม ปัญหาสังคม ขอทานและความยากจนในขณะที่มหาวิทยาลัยคือตึกโต -อาคารสวยงามตั้งตระหง่านอยู่ตรงกลาง และไม่เคยเยื่อใยต่อการแก้ปัญหาความทุกข์ยากเหล่านั้น

 

 

--------------------------------------------------------------------------------

 

(บทความนี้ ตัดบางส่วนมาจากงานวิชาการขนาดยาวเรื่อง "แนวคิดทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง กับปัญหาและสภาพการณ์ของมหาวิทยาลัยไทย")

 

[1]  ลาว คำหอม, ในคำนำในหนังสือ " ครูสีดา" ของรงค์ วงศ์สวรรค์ : สำนักพิมพ์มติชน

 

[2]  ความขัดแย้ง 5 ข้อ ของมหาวิทยาลัย, เมธา มาสขาว ; ผู้จัดการรายวัน

 





โดย : ประชาไท   วันที่ : 29/10/2550
http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ContentID=10048&SystemModuleKey=HilightNews&System_Session_Language=Thai

<- Last Page :: Next Page ->

About Me

ที่นี่...ไม่มีพรมแดน... ที่นี่...เปิดตลอดเวลา... อยากให้มวลผีเสื้อ..โบยบินอีกครา..... ร่วมเดินตามฝัน..ไปบนทางสายเดียวกัน...

Recent Posts

• อย่าเก็บข้อมูลใน CD-R นานเกินไป
• การตลาดผ่านออนไลน์ทั่วโลกบูม น้ำเมาแห่เปิดเว็บไซต์-5 ปีสื่อหลักเริ่มดื้อยา
• โอนเงินผิดบัญชี
• คิดถึงอาจารย์ป๋วย : คิดถึงเพื่อทำดีให้มากขึ้น
• กระซิบจากผีเฝ้าแผ่นดิน
• Happy Lock เครื่องล็อกล้อ กันรถหายแบบไม่เสียค่าปรับ
• เปิดคำให้การ...ของเด็กติดเกม
• การแก้ไขปัญหา ADSL
• Homeless Rangers ‘ชายขอบ’ ผู้พิทักษ์โลก
• มีเซ็กซ์กับแฟนถือว่าเป็นเรื่องปกติของการเป็นแฟนจริงหรือคะ(เรทนะ)
• ‘DFM’รถจีนบุกตลาดไทยเคาะ2.79แสนบ.บวกNGV
• ม.ล.ปริญญากร วรวรรณ เสือมีปีก
• สนมั้ย? โซลาร์เซลล์วัตต์ละ 1 ดอลลาร์
• สัจธรรมน้ำมันแพงเริ่มบทโหดของจริง(ตอนจบ)
• สัจธรรมน้ำมันแพงเริ่มบทโหดของจริง(ตอนแรก)
• การใช้ภาษาไทยของคนไทย “ขั้นวิกฤต” ต้นเหตุมาจากกลุ่มบันเทิง การเมือง สื่อ
• คู่มือของสาวยุคใหม่ “เลิฟ ไดอารี่... รักนี้คุมได้”
• วันนี้ของ"โน้ต"ณัฐกานต์จาก"ดูโอป๊อปสตาร์"สู่"จิตอาสาเพื่อสังคม"
• “ชีวิตที่ (จำ) ต้องสู้” ของ นร.ทุนแกรมมี่
• ผีขนุน2008"สก๊อย"ค้ากามริมถนนรับรายได้งาม
• อย่าให้อาการ ปวดประจำเดือน มาตัดสินชีวิตคุณ นพ.กฤษดา ศิรามพุช
• เรียนฟรีมีที่ไหน?เปิดเทอมทีไร-พ่อแม่ทุกข์ระทม
• มีกิ๊กติดคุก6เดือน กม.ใหม่คุมผัวเมีย
• ตกขาว ภัยเงียบของผู้หญิง นพ.กฤษดา ศิรามพุช
• ดันเด็กไทยแบ่งกันรู้-ร่วมกันคิด ผ่านห้องสมุดดิจิตอล"KIDS-D"
• รวมวิธีปรับแต่งหมาย่างให้ไวว่องด้วยตนเอง
• ใครควรรับผิดชอบชีวิตคนไทย ตายปีละกว่าหมื่นคน ??
• ค้นข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตแล้วมีรายได้เสริม
• จากกำแพงเพชรสู่ซิลิกอนวัลเลย์ กว่าจะเป็น"กระทิง"ผู้บริหารกูเกิลคนไทยคนแรก
• hi5 สินค้าขายดีของโลกออนไลน์
• Southern Seaboard การรุกเงียบ บนแผ่นดินด้ามขวาน!!
• นั่งข้างเตียง ฟังเสียงความตาย
• บทความ: ไปให้ไกลกว่า ‘xxx กระปุก’ สร้างมาตรฐานการใช้อินเทอร์เน็ต แบบไม่เลือกที่รักมักที่ชัง
• ฟีโรโมน สารเรียกรัก
• สำนึกจิตสาธารณะต้องสร้างตั้งแต่เด็ก / สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน
• วัยโจ๋รวมพลัง “ลดพื้นที่เสี่ยง” รอบโรงเรียน
• กระทิงแดงขยายเครือข่ายใจอาสา สร้างสังคมเพิ่มคนใจดี
• ‘จิตอาสา’ ละครปลุกจิตสำนึกวัยรุ่น
• มหา'ลัยลุงโฮจ้างครูเดือนละแสนแก้สมองไหล
• ภาพฉาวเฉินกว้านซี สู่กรณีศึกษาในรั้วโรงเรียน
• โรงเรียนข้างถนน คนสนามหลวง
• ปี พ.ศ. 2555 "คนชรา" จะล้นเมือง !?
• 14 ก.พ.“รุมโทรม” สู่ “เซ็กซ์หมู่”! กับนาฏกรรมความใคร่ที่เปลี่ยนไป
• เตือนโจ๋โฮจิมินห์..วาเลนไทน์อย่าถ่าย X
• ฤาว่าเด็กวัยรุ่นยุคนี้จะขาดภูมิคุ้มกัน…
• ชีวิตกับความรัก
• รักแท้ - รักเทียม ดูอย่างไร
• รับสร้างบ้านฝากความหวังรัฐบาลใหม่ สานต่อเมกะโปรเจกต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
• รับชมการถ่ายทอดสด 80ชม. ร่วมด้วยช่วยร้องเพลงเพื่อพ่อแห่งแผ่นดิน ที่สถานีรถไฟหัวลำโพง
• บทความ: มหาวิทยาลัยที่ไม่มีคำตอบ
• อิทธิพลใหม่
• มหาชัย...เมืองมอญ หรือ 'เมียนมาร์ทาวน์'?
• MV ไฮเปอร์: นางฟ้าคืนเดียว
• แม่โจ้ 36 ..อินทผลัมไทย ไม้ประดับไม้มงคลออก ผลกินได้
• หลวงพ่อปัญญา มรณภาพ สิ้นนักรบธรรม
• รายงานพิเศษ...“ภิกษุสันดานกา”...เรื่องจริง หาใช่ หมิ่นสงฆ์!!
• หวังผ่าโครงสร้างกองทุนประกันสังคม ให้ กก. มาจากการเลือกตั้ง
• ไม่มีน้ำ เครียด สร้างเขื่อน...แม่วงก์ (วิธีคิดซ้ำซากของรัฐไทยกับเสียงของคนไม่มีเสียง)
• นักวิชาการแฉเด็กมัธยม “ตบ ตี เตะ ตื้บ” รุนแรงมากขึ้น
• โสเภณีที่....สนามหลวง ลุงอ้วน
• ลือหึ่ง “ลีอาห์ ดีซอน” เบื้องหลังหมอง-เอวีหน้าเหมือนระบาด
• รักโรแมนติคคืออะไร ? 'สุชาดา จักรพิสุทธิ์' เคยเขียนถึง 'นิธิ เอียวศรีวงศ์'
• BLOGGER นักเขียนในโลกไร้พรมแดน
• “โลกของเขาในดวงตาของเรา” เมื่อ ‘คนขายหมี่’ เป็น “กวีซีไรต์”
• คาถาแก้ปัญหา
• ธรรมะทอล์คโชว์-ธรรมะพลิกชีวิต "พระมหาสมปอง"เพื่อบ้านครูน้อย
• ขอบริจาคหนังสือให้เด็ก : สาวิตรี อินทร์พร
• ผู้ชายที่ไม่ควรเสียเวลาด้วย
• แมกกาซีน + วีซีดี หวือ หวิว สยิว เซ็กซ์ ( ? )
• ม.นอกระบบจุดจบของชาติตัดโอกาสคนจน
• ทำไมรักต่างวัย ถึงใจตรงกัน
• การทำ Traffic Control บนลินุกซ์
• มาตรฐานซีไรต์...เมื่อมองในมุมกว้าง
• บ ท รั ก บ ท ที่ ส อ ง
• โปรแกรมฆ่าไวรัส MSN image.zip, photo.zip, pic.zip
• โซนี่ยอมให้ "หนังโป๊" ออกบลู-เรย์ "ลาร่า-คาซุมิ" กลายเป็นหนังหื่น
• ปวดหลัง แค่เรื่องธรรมดาจริงหรือ
• ภาษาแอ๊บแบ๊ว พลังสื่อสารที่ต้องเงี่ยหูฟัง
• งานเงินที่อยู่คู่ครอง(ควรแสวงหาตามลำดับ)
• หนูดี วนิษา เรซ...ผู้เชี่ยวชาญด้านอัจฉริยภาพ (3)
• หนูดี วนิษา เรซ...ผู้เชี่ยวชาญด้านอัจฉริยภาพ (2)
• หนูดี วนิษา เรซ...ผู้เชี่ยวชาญด้านอัจฉริยภาพ (1)
• ว่าด้วยเรื่อง 'ที่ว่าง'
• จับเข่าคุยผู้ป่วยเด็กระยะสุดท้าย
• เสื่อม! เว็บโฆษณายาทำแท้งโผล่โจ๋งครึ่ม
• ปาร์ตี้ “เหล้าปั่น” ระบาด ดีกรีแห่งความพินาศของสังคม
• เผยวิจัยพบหญิงวัยกลางคนที่มีครอบครัวแล้วทำงานภาครัฐเครียดมากสุด
• เมื่อโลกที่สามลุกขึ้นสู้
• บทเรียนที่โรงเรียนไม่ได้สอน
• อัดฉีดประสิทธิภาพ Apache ให้แรงด้วยการใช้ Reverse Proxies
• การประยุกต์ใช้งาน IPCop
• รักคือการให้ จึงเป็นสุขทั้งผู้รักแล้วผู้ทีถูกรัก หากเขารับรับรักนั้น
• รายงาน จับตา ไอซีที : ออก กม.ลูก บังคับเก็บประวัติคนเล่นเน็ต เลข 13 หลัก เลขบัญชี เลขบัตรเครดิต
• แฉผัวแหล่งแพร่เชื้อเอดส์แนะสามีใส่ถุงยางหลับนอนกับเมีย
• เอาไว้อ่านเวลาทะเลาะกับแฟน
• คนที่รักกับคนที่ชอบ
• Sex & The City กับวิถีเมือง ใครว่าสาวโสด...อดเซ็กซ์?
• สนามวิจารณ์ : มาโนช พุฒตาลกับแกะเพลง... ในทรรศนะของข้าพเจ้า
• เรียนรู้อีกแง่มุมของความรัก
• ปรัชญาผ้าขี้ริ้ว

Links

• Home
• View my profile
• Archives
• Friends
• Email Me
• naigod_gotoknow
• naigod_Bloggang
• BlogNGO
• Albums_Blogth
• 555music
• AneW FoR YoU : สารพันปัญหาเซ็กส์
• มูลนิธิสื่อเพื่อเยาวชน
• บ้านบัณฑิตอาสาสมัคร รุ่น 31
• เว็บบอร์ด บอ.31
• บ้านบัณฑิตอาสาสมัคร รุ่น 26
• บ้านบัณฑิตอาสาสมัคร รุ่น 36
• เว็บบอร์ด บอ.36
• BlogBaanBorOr31
• grajok187 บอ38
• Graduate Volunteer Community
• เหลิม&เป้
• เว็บพี่ไก่
• เว็บหนุ่มม้ง
• Snarf-it.orgฟรีเว็บบิท
• โลกของหมวยเล็ก
• Tee36
• P_God_
• naigod_BlogSoftganz
• naigod_OkNation

Friends

• Lovelygirl
• Luck
• Sakda
• Deedy
• karint
• issarachon