| คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น |
|
|
|
 |
เคยนับเล่นๆ
ดูไหมว่าเดินผ่านสนามหลวงปีหนึ่งกี่ครั้ง นั่งพักให้หายเหนื่อยกี่หน
เชื่อแน่ว่าหลายคนใช้พื้นที่นี้เป็นทางผ่าน แต่อีกหลายร้อยชีวิต
ท้องสนามหลวงเรียกได้ว่าเป็น บ้าน
แม้จะมีคำถามอยู่บ้างว่าอะไรที่ทำให้คนเหล่านี้เลือกหันหลังออกจากครอบครัว
ออกสู่ถนน เพราะความล้มเหลวเชิงนโยบายและโครงสร้างสังคม
เพราะสภาพเศรษฐกิจที่บีบรัดใช่หรือไม่
หรือเพียงเพราะพวกเขาต้องการมีพื้นที่แห่งความสุขเท่านั้น
คนมีสตางค์สามารถเจอะเจอเพื่อนใหม่ๆ ได้ตามผับ เธค บาร์
หรือร้านอาหาร แล้วนั่งดริงก์สร้างสัมพันธ์
แต่คนยากคนจนมักจะมีที่พบปะเป็นริมถนน คนละกั๊กคนละแบนก็มีความสุข เฮฮากัน
ทว่าบางคนถูกพันธนาการด้วยคำสัญญาที่หวังว่าเพื่อนจะมาหาอีก
จากวันเป็นเดือน จนเคลื่อนเป็นปี
กระทั่งเสพติดกับพื้นที่จนกลายเป็นคนสนามหลวงอย่างเต็มตัว
**เสน่ห์และความจริงที่สนามหลวง
สำหรับผู้ชายคนหนึ่ง เหตุการณ์ที่เกิดในบริเวณสนามหลวงเมื่อ 3
ปีก่อน
เป็นจุดเริ่มต้นให้เขาได้ทำงานกับกลุ่มคนไร้บ้านในพื้นที่สนามหลวงและคลอง
หลอดอย่างจริงจัง...
นที สรวารี หรือ ครูเอ็กซ์
ในฐานะนายกสมาคมกิจกรรมสร้างสรรค์อิสรชน
เล่าย้อนไปในคืนที่ฟ้าห่มผ้าลายดวงดาวขาว-ดำเมื่อ 3 ปีก่อนว่า
หลังจากเหนื่อยอ่อนจากการลงพื้นที่ทำงานกับเด็กเร่ร่อนในต่างจังหวัดแล้ว
แวะพักเหนื่อยที่สนามหลวงและเผลอหลับขณะที่ข้าวของอย่างโทรศัพท์มือถือ
ตลอดรวมถึงกระเป๋าสตางค์ยังวางแบะที่หน้าอก
คำพูดที่ว่าหากมาสนามหลวงของมีค่าหายไม่มีเหลือแน่เหมือนจะปลุกให้ตนเอง
ตื่นขึ้นมา
แต่สิ่งที่
เห็นเมื่อลืมตาพบก็คือมีชายแก่คนหนึ่งนั่งพัดปัดยุงและจุดยากันยุงให้
นี่เองทำให้ค้นพบคำตอบและอยากจะบอกให้คนอื่นๆ ได้เห็นแบบเดียวกันว่า
นี่คือเสน่ห์เล็กๆ ของอีกมุมเมือง หากแต่ใส่ใจดูสักเพียงนิด
สถานการณ์ของคนสนามหลวงตอนนี้จะมีตั้งแต่กลุ่มคนที่มีบ้านแต่ไม่
อยากอยู่เพราะไม่มีความสุข อีกกลุ่มหนึ่งคือครอบครัวมีฐานะ แต่อาจจะเหงา
เมื่อเขามาแถวนี้แล้วพบว่าคนที่นี่มีความเอื้อเฟื้อในความรู้สึกของเขา
อาจจะด้วยการพูดคุย ร้องเพลงเฮฮา ก็ตัดสินใจมาอยู่
นอกจากนี้ยังมีคนที่เข้ามาทำงานแล้วถูกหลอก ไม่รู้จะไปไหน
สนามหลวงก็เป็นที่พักสุดท้าย
คน
ที่ใช้พื้นที่คลองหลอดสนามหลวงมี 2- 3
ส่วนคือกลุ่มของผู้ขายบริการทั้งผู้หญิงและผู้ชายตลอด 24 ชั่วโมงมี
800-1,000 คน คนเร่ร่อนไร้บ้านมีไม่น้อยกว่า 50-80 ครอบครัว
โดยเฉลี่ยแล้วจะมีคนเร่ร่อนในละแวกนี้ไม่น้อยกว่า 200-300 คน
ยังไม่รวมถึงคนที่มาแบบเดี่ยวๆ รวมทั้งหมดไม่น้อยกว่า 500 คน
ตัวเลขค่อนข้างเยอะและไม่นิ่งตายตัว ครูเอ็กซ์เล่า
**เรียนรู้ชีวิตจากครูข้างถนน
ครูเอ็กซ์บอกว่า ในระยะแรกๆ สมาคมฯ
เข้ามาช่วยเหลือกลุ่มคนในพื้นที่คลองหลอดสนามหลวงให้ห่วงใยสุขภาพและคุณภาพ
ชีวิตมากขึ้น จากนั้นเริ่มส่งครอบครัวเร่ร่อนให้ได้กลับบ้าน
ทั้งระดมทุนให้เดินทางกลับเอง ติดต่อญาติให้มารับ
หรือประสานงานกับนายจ้างเพื่อหาวิชาชีพให้
ขณะเดียวกันสมาคมฯ
พยายามที่จะผลักดันและเปิดโอกาสกับทุกคนในสังคมที่อยากใช้เวลาว่างเรียนรู้
รูปแบบการใช้ชีวิตที่แตกต่างไปจากปกติวิสัย โดยการสมัครเป็นอาสาสมัคร
ใช้เวลาหนึ่งวันตั้งแต่เช้าจดค่ำลงพื้นที่บริเวณคลองหลอดสนามหลวง
ศึกษาการใช้ชีวิตร่วมกับกลุ่มคนไร้บ้าน คนอิสรชนเรียกกิจกรรมนี้ว่า โรงเรียนข้างถนน
ไม่ต้องมานอนค้าง แค่มาเรียนรู้มากินข้าวแกงจานละ 10
บาทข้างถนนกับคนสนามหลวง มาเป็นผู้สังเกตการณ์ด้วยความสงบ ปราศจากอคติ
บางคนอาจจะตั้งคำถามก็ได้ว่าทำไมคนกลุ่มนี้จึงต้องดื่ม
พวกเขาพูดเรื่องอะไรกัน บรรยากาศการพูดคุยเป็นอย่างไร แล้วจะพบว่าคนเล็กๆ
กลุ่มนี้ แม้ภายนอกจะดูคล้ายกับคนกร้าวร้าว น่ากลัว แต่จริงๆ
แล้วมีความเกื้อกูลกันแฝงอยู่
ซึ่งนี่เองคือสิ่งที่อิสรชนเพียรบอกกับอาสาสมัคร ซึ่งมีทั้งนักศึกษา
นักเรียน และคนทำงาน ครูเอ็กซ์ของชาวสนามหลวงให้ภาพ
**เปิดใจนักเรียนข้างถนน
และวันที่บรรดาครูผู้ยึดคลองหลอดเป็นบ้านจะเปิดประตูต้อนรับนักเรียนที่จะมาศึกษาบทเรียนชีวิตจากพวกเขาก็มาถึงอีกครั้ง...
ตอนแรกก็กลัวเลยแหละ แต่พอได้เข้ามาคุยก็รู้สึกดีขึ้น
เห็นว่าชีวิตเขาเจออะไรที่โหดร้ายมาเยอะ
แต่ว่าก็ยังไม่สนิทใจเพียงพอที่จะกล้ามาเดินแถวสนามหลวงคนเดียว...
นี่คือคำกล่าวของ ติ๊ก-สุดาวรรณ ผาสุข นักศึกษาปริญญาโท สาขานิเทศศาสตร์พัฒนาการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
วันนี้ติ๊กมาลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูลคนเร่ร่อน
เธอบอกว่าเพิ่งจะมาคลองหลอดสนามหลวงอย่างจริงจังเป็นครั้งที่ 2 เท่านั้น
ความหวาดหวั่นผ่านคำบอกเล่าจึงมีอยู่ให้เห็น
ทว่าแววตาที่มองไปยังคนเร่ร่อนไร้บ้านก็ยังมีความอาทรแฝงอยู่นัยน์ตาคู่
นั้นเช่นกัน
ครั้งนี้มาศึกษาข้อมูลการกลับบ้านของคนเร่ร่อน แล้วก็ได้ข้อคิดดีๆ
กลับบ้านไปด้วย เมื่อฟังคนเร่ร่อนได้เล่าเรื่องตัวเอง
รู้สึกว่าพวกเขามีความภูมิใจในตัวเองที่อย่างน้อยยังมีคนรับฟังเรื่องราว
ทั้งดีหรือไม่ดีของพวกเขา เพราะอย่างน้อยก็ก่อให้เกิดความรู้สึกว่า
ตัวเองพอจะมีประโยชน์ต่อคนอื่นอยู่บ้าง
นักศึกษาปริญญาโทพูดเมื่อเราเดินผ่านกลุ่มคนไร้บ้านออกมา
อัจฉรา อุดมศิลป์ หรือ น้องจ๊ะจ๋า
นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
หนึ่งในอาสาสมัครที่คุ้นเคยกับคนสนามหลวงเป็นอย่างดี
เล่าให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นที่ได้มาลงพื้นที่ว่า
ได้เข้ามาฝึกงานตั้งแต่เรียนปี 2
ในครั้งแรกที่ได้เจอกับกลุ่มคนไร้บ้านจะรู้สึกกลัว เกรงว่าจะมีอันตราย
ครอบครัวก็ไม่เห็นด้วยกับการลงมาทำงานกับคนกลุ่มนี้
แต่เมื่อได้มาสัมผัสในทุกด้านแล้ว
ความเกรงกลัวถูกทลายด้วยรอยยิ้มของคนคลองหลอด-สนามหลวง
พี่
ที่สมาคมอิสรชนรับรองความปลอดภัยให้
แต่ภาพในความคิดของเรามันยังอันตรายอยู่ แม่ก็เป็นห่วง วันแรกที่มาเกรงๆ
กลัวๆ ไม่รู้จะพูดหรือทำอะไรไป ถ้าผิดแล้วจะถูกทำอะไรรึเปล่า
แต่พอได้ลงพื้นที่บ่อยๆ ก็พบว่าคนไร้บ้านก็มีความน่ารัก มีเสน่ห์
บางทีเราก็ได้ข้อคิดจากพวกเขา เพราะเขาผ่านอะไรมามาก
ทำให้เราหันกลับไปมองตัวเองมากขึ้น
มองคนที่เรารักที่บ้านมากขึ้นว่าเคยทำผิดอะไรหรือเปล่า
เพราะบางเรื่องที่คิดว่าเป็นเรื่องเล็ก
แต่ทำให้บางคนสะเทือนใจจนเป็นแรงผลักให้ออกมาเป็นคนเร่ร่อนก็ได้
จ๊ะจ๋า เล่าว่า เมื่อเธอหายไปและกลับมาเยี่ยมคนเหล่านี้อีกครั้ง
จะมีคำไถ่ถามเช่นญาติผู้ใหญ่ที่ทักทายลูกหลาน บ้างก็ว่าผอมลง อ้วนขึ้น
แล้วก็เริ่มเล่าเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นในพื้นที่ให้ฟัง
การได้มาเยี่ยม มาคุย ทำให้เห็นว่าคนไร้บ้านอยู่อย่างไร
กินอย่างไร ใครไม่สบาย หรือต้องการความช่วยเหลือ เวลาที่ได้กินอาหารดีๆ
ก็จะนึกถึงเขา เห็นอะไรก็จะเอาไปเล่าให้แม่ฟัง ปรับทัศนคติที่บ้านได้ด้วย
จากที่เขารู้สึกไม่ดีก็ไม่ได้ดูถูกหรือเกลียดชังแล้ว
จ๊ะจ๋าทิ้งท้ายด้วยความรู้สึกว่า อย่ามองคนแต่เพียงภายนอก
จริงอยู่ว่าคนกลุ่มนี้มีส่วนหนึ่งที่เกเร
แต่ในสายตาคนนอกต้องเข้าใจว่าชีวิตของพวกเขาอาจจะผ่านสิ่งที่เลวร้ายอย่าง
ไม่น่าเชื่อมา
จึงต้องมีเกราะป้องกันตัวเองให้ดูเข้มแข็งจนบางครั้งดูกร้าวร้าว
หากได้มาลองฟังเรื่องของพวกเขาเพียงสักครั้งจะทำให้ยอมรับในการต่อสู้ชีวิต
และหวนคิดว่าหากเป็นเราจะสู้ได้เท่าที่เขาสู้หรือไม่
และกลุ่มสุดท้ายที่ร่วมลงพื้นที่สนามหลวงคลองหลอดครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้น ม.5 จากโรงเรียนสตรีวัดระฆัง น้องลูกน้ำ-พรทิวา แก้วนาเคียน
ตัวแทนเพื่อนๆ อีก 10 คนเล่าว่า
เริ่มเก็บข้อมูลและขอลงพื้นที่กับกลุ่มอิสรชนตั้งแต่ช่วงปีใหม่
แต่ยังไม่กล้าลงมาพูดคุยอย่างกล้าหาญเช่นครั้งนี้
ครั้งแรกเราก็ไม่ได้คุยกับใครเพราะเราก็เหมือนคนแปลกหน้าสำหรับเขา
เขาไม่ไว้วางใจ เราก็กลัว แต่ว่าพอมาคุยกับป้าๆ ที่นี่
รู้สึกว่ารักแม่มากกว่าเดิม
ถ้ามีครอบครัวถ้าไม่เอาใจใส่ก็จะเจอสภาพปัญหาอย่างนี้เกิดขึ้น
และถ้าเอาใจใส่มากไปเขาก็อาจจะอึดอัดจนหนีออกมาก็ได้
ทุกอย่างต้องอยู่บนความพอดี เห็นได้ชัดว่าทัศนคติของพวกเราเปลี่ยนไป
เข้าใจมากขึ้นว่าคนเร่ร่อนบางคนมีความจำเป็นที่จะต้องมาอยู่ที่นี่
พวกเขาคงไม่มีความสุขเท่าไหร่นัก แต่ที่นี่คงปลอดภัยสำหรับเขาจริงๆ
น้องลูกน้ำพูดยิ้มๆ
**คำให้การคนไร้บ้านบางส่วนเสี้ยว
ณ วันนี้ตั้งแต่ปี 2549 ที่ผ่านมา
กลุ่มสร้างสรรค์กิจกรรมอิสรชนได้ประสานงานให้คนเร่ร่อนได้กลับบ้านไปแล้ว 9
ครอบครัว ส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับรายงานว่าจะหวนกลับมาที่คลองหลอดสนามหลวงอีก
แต่มีบางครอบครัวที่หวนกลับมาใช้ชีวิตในพื้นที่นี้อีก
เนื่องจากพวกเขาสูญเสียแก้วตาดวงใจไป
โจ้ และ อุ้ม
หนุ่มสาวชาวสกลนครหน้าซื่อ ร่างกายของโจ้ผอมกะหร่อง
สองขาที่ดูไร้เรี่ยวแรงยืนขายภาพวาดให้กับผู้มาถวายสักการะสมเด็จพระเจ้า
พี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์
เขากลับมาเป็นคนสนามหลวงอีกครั้งหลังจากที่ลูกสาววัย 4
เดือนเสียชีวิตด้วยไข้มาลาเรีย
หลังจากตัดสินใจลาขาดสนามหลวงเพื่อไปทำงานที่กระบี่
แต่จนแล้วจนรอดเขาและภรรยาก็หนีวงเวียนนี้ไม่พ้น
วันนี้โจ้บอกว่าเขาอยากจะเก็บเงินให้ได้เพียงพอที่จะจับรถไปกระบี่แล้วไปขอ
ใบมรณะบัตรลูกสาว แล้วค่อยไปบำเพ็ญกุศลที่บ้านเกิด
ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าวันนั้นจะมาถึงเมื่อใด
ป้าพร
อดีตสาวเชียงใหม่ที่วันนี้ตั้งหลักปักฐานบนพื้นที่คลองหลอดไปแล้วเต็มตัว
ใบหน้าที่มีเค้าโครงความงามเมื่อครั้งสาวรุ่น
เล่าด้วยน้ำตานองหน้าถึงอดีตที่ผ่านมา
การระเห็จออกจากบ้านไปอยู่อุดรธานีตั้งแต่แรกสาว 18
เพราะความรู้สึกว่าตนเองไม่ได้รับความเป็นธรรมในครอบครัว
ป้าพรตัดสินใจขายบริการ จนกระทั่งได้พบพ่อของลูกสาว 2 คนในปัจจุบัน
หลังจากสามีเสียชีวิต และอีกหลายเหตุผลที่ทำให้ป้าพรกลายเป็นคนเร่ร่อน
และป้าพรก็เป็นคนหนึ่งที่กลับบ้านแล้วกลับมาอีก
ป้า
เลิกขายบริการเพราะสามีที่ดี เราสองคนย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ และเลี้ยงลูกสาว
2 คนจนโต วันนี้ลูกสาวคนโตทำงานในบริษัทเอกชน
คนเล็กเรียนปีสุดท้ายที่มหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง
เวลาที่นักเรียนมาเยี่ยม เอาขนมหรือหายามาให้ทำให้เราคิดถึงลูกนะ
แต่ว่าถ้าเราไปอยู่ที่บ้านมันก็ไม่มีความสุข เพราะเขารักเรามากเกินไป
ต้องกินเหมือนลูก ไปไหนกับลูก เวลาเขาไปทำงานเขาก็จะล็อกประตูจากด้านนอก
ป้าไปไหนไม่ได้ มันเหงา สุดท้ายก็ตัดสินใจกลับมาอีก
วันนี้ยังอยากให้ลูกมาเยี่ยมบ้าง แต่ถามว่าจะให้กลับไปอยู่ด้วยอีกไหม
ยังไม่รู้ เพราะอยู่นี่ป้าก็มีความสุขดี มือหนึ่งปาดน้ำตา อีกมือหนึ่งป่ายเปะปะหาที่ยึดเหนี่ยวพอให้ร่างซูบผอมนั้นมั่นคง
ครอบครัวล่าสุดที่กำลังจะเดินทางกลับบ้านคือ พี่นางและน้องดา-ลูกสาว เด็กหญิงวัย 2 ขวบกว่า กว่าขวบปีที่ครูเอ็กซ์กล่อมให้พี่นางกลับบ้าน โดยใช้อนาคตลูกเป็นแรงขับให้การตัดสินใจกลับบ้านง่ายขึ้น
เราจากบ้านมา 10 กว่าปีแล้ว กลัวว่าพ่อแม่
ญาติพี่น้องจะไม่รับลูกสาวเรา ลำพังตัวเองจะโดนอย่างไรไม่กลัว
แต่ลูกเรายังเด็ก อยู่ที่สนามหลวงก็ไม่ดีกับเขา
แต่ถ้ากลับบ้านเราก็ไม่แน่ใจ
คำสารภาพด้วยสำนึกผิดออกจากปากสาวอุดรธานีไม่ขาดสาย
ก่อนหน้านี้พี่นางก็ทำงานรับจ้างเรื่อยมา
จนมีเหตุให้ต้องมาอาศัยที่คลองหลอดเมื่อ 4 ปีมาแล้ว
ถ้าหากไม่มีอนาคตของลูกสาวมาโหมให้ความคิดถึงบ้านให้กรุ่นขึ้นมา
พี่นางก็ยังจะเป็นคนพื้นที่นี้เรื่อยไป
คนที่นี่รักลูกเรามาก เอ็นดู ลุงๆ ป้าๆ
ก็เตือนว่าถ้าปล่อยให้น้องดาโตที่นี่
ไม่ช้าเขาก็จะกลายเป็นคนสนามหลวงเหมือนเรา ปัญหามันก็จะไม่สิ้นสุดเสียที
วันนี้น่าจะเป็นหนทางที่ดีที่สุดสำหรับน้องดา สิ้นคำพูดนั้นรถก็วิ่งออกไป
ปลายทางอยู่แห่งไหนคงเป็นเรื่องของคนภายในรถที่จะบอกได้
หากแต่คนนอกเห็นว่าสองแม่ลูกได้หันหลังให้สนามหลวงแล้ว
**คืนสถานะทางสังคม ช่วยยาใจคนไร้บ้าน
นที บอกว่าตั้งแต่เริ่มมีอาสาสมัครมาลงพื้นที่
เห็นได้ชัดว่ามีการเกื้อกูลในสังคมเล็กๆ
การที่อาสาสมัครมานั่งคุยกับคนเร่ร่อนในเสื่อผืนเดียวกัน
เพียงเท่านี้ก็สามารถเรียกความเป็นมนุษย์ของคนไร้บ้านกลับมาได้
พวกเขาจะไม่รู้สึกต่ำต้อยกว่าคนอื่น
เป็นวิธีการที่ใช้คนอีกกลุ่มหนึ่งที่มีบ้านมาสร้างแรงบันดาลใจให้คนกลุ่ม
นี้อยากกลับบ้าน เมื่อมีคนมาถามบ่อยๆ ว่า บ้านอยู่ไหน? หรือพูดว่า
กลับบ้านแล้วนะ
ตามหลักธรรมชาติเชื่อว่าจะสร้างความคิดถึงบ้านให้พวกเขาได้
การเรียกสถานภาพทางสังคมให้เขาด้วยการไหว้ มีนักศึกษา
นักเรียนมาให้ความเคารพทำให้คนที่เคยแต่โดนก่นด่า ถ่มน้ำลายรดหน้า
ถูกตราหน้าว่าเป็นคนจน ขอทาน ไร้ค่า จากที่เป็นไอ้ หรือ อี แต่ ณ
วันหนึ่งมีคนมานั่งคุยคำว่าพี่ ป้า น้า อา กลับมาอีกครั้ง
เขากลายเป็นคนมีตัวตนอีกครั้งตามเสียงเรียกของเด็กๆ
นี่เป็นการกู้ศักดิ์ศรีของคนไร้บ้านได้ง่ายๆ จากการพูดคุย
หรือแบ่งปันด้วยความอ่อนน้อม
การยกมือไหว้ในฐานะที่เขามีวัยวุฒิที่สูงกว่าเพียงเท่านี้เขาก็มีความสุข
และเราก็จะรู้สึกมีความสุขด้วย
นอกจากนี้
นายกสมาคมกิจกรรมสร้างสรรค์อิสรชนยังเสนอแนวคิดการบริหารจัดการพื้นที่
สำหรับคนเร่ร่อนไร้บ้านว่า
สำหรับคนที่ไม่มีบ้านรัฐจะต้องเพิ่มทางเลือกให้คนเหล่านี้
ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมให้มีอาชีพหรือเข้าไปในความดูแลของรัฐ
โดยหาเงื่อนไขที่จะทำให้เขาละเมิดกฎหมายน้อยที่สุด
เพราะตนเชื่อว่าอย่างไรคนไร้บ้านยังสามารถสื่อสารกับรัฐได้
คน
ที่มาใช้พื้นที่สนามหลวงเป็นที่หลบร้อน หลบฝน
ใช้พื้นที่คลองหลอดหลบเลียแผลใจ ส่วนใหญ่เป็นคนต่างจังหวัด
หลายคนถูกเอาเปรียบจากสังคม ถูกโกง นายจ้างไม่จ่ายค่าจ้าง ยึดบัตรประชาชน
ถูกล้วงกระเป๋า จนทำให้เป็นคนไม่มีเอกสารพิสูจน์ตัว
เพราะฉะนั้นหากจะมีรถเคลื่อนที่สักคันเพื่อที่จะสำรวจการมีตัวตนอยู่ของคน
เร่ร่อนและทำบัตรประชาชนให้ใหม่
เพื่อที่เขาจะได้มีสิทธิ์รับบริการจากรัฐได้เฉกเช่นคนทั่วไป
นทีกล่าวทิ้งท้าย
************************
เรื่อง /ภาพ : กองทรัพย์ ชาตินาเสียว | | |